เรื่องมันมีอยู่ว่า ความพยายามในการแก้ไข และขอโทษผู้สนับสนุนพรรคส้ม จากการกระทำที่ผิดพลาดในช่วงที่ผ่านมา เวลานี้เปรียบเหมือนการกอบกู้ซากแห่งศรัทธาที่พังไปแล้ว ให้กลับมาอีกครั้ง<>รัฐมนตรีสาธารณสุขทายาทบ้านใหญ่ แต่อยู่ในกลุ่ม‘โลกลืม’ หมอเอ็กซ์’พัฒนา พร้อมพัฒน์ กำลังมีผลงานจากกรณีบัตรทอง <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ขุดคำ‘หลาบจำ’กลบ‘แผลเก่า’
‘แผลเป็น’ที่‘ส้ม’ยากจะแก้ไข
แม้จะเป็น‘แผลเก่า’ แต่ก็ต้องถือว่า‘แผลเก่า’ นี้ได้กลายเป็น‘แผลเป็น’ ติดตัวพรรคประชาชนไปเป็นที่เรียบร้อย แม้ ‘แกนนำ’จะพยายามอธิบายขอโทษ‘ด้อมส้ม’ไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เพราะการ ‘ตัดสินใจ’คราวนั้นนำมาซึ่งจุดเปลี่ยน‘ทั้งกระดาน’ ฝ่ายหนึ่ง ‘ขาขึ้น’ขณะที่อีกฝ่ายอยู่ในสภาพ ‘ขาลง’
ล่าสุด ‘เสียงของเหตุผล’ หรือ‘ไหม’ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนถึงกลับต้องงัด‘คำไทย’ อย่างคำว่า‘หลาบจำ’ มาอธิบายอีกครั้ง

‘ต้องขออภัยด้วยที่ในอดีต เราเคยมีการตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ ว่าจะถูกบิดข้อตกลง ที่เคยได้ตกลงกันเอาไว้ ท้ายที่สุด ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราหลาบจำเหมือนกัน ต้องขออภัยพี่น้องประชาชนมากจริงๆ ที่ในวันนั้นทำให้ผิดหวัง และเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้ สุดแต่ว่าจะมีใครวิเคราะห์ไปทางไหน แต่เราก็ขออภัย แล้วเราก็จำแล้วค่ะ’
หากจำได้หลังงาน ‘เกิดแก่เจ็บโกง’ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร โพสต์ผ่าน FB ระบุว่า
‘เรียนตรงๆ ว่า แม้ว่าในวันนั้น จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ยืนยันว่าเราไม่ได้ตัดสินใจโดยคิดถึงการเข้าสู่อำนาจ หรือความอยากเป็นใหญ่เป็นโตเลยแม้แต่น้อย’
จากนั้นก็เปรียบเทียบซะ‘หล่อเรียกพี่’ เลยว่า
‘เปรียบเสมือนตำรวจที่ได้ตัดสินใจผิดพลาดไป เพราะหลงเชื่อโจรที่เราจับกุมมาได้ และยอมเดินตามโจรไป ด้วยความหวังว่าจะอาศัยโอกาสนั้นเข้าไปทลายเครือข่ายโจรทั้งระบบ เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขเสียที แต่เมื่อเดินไปถึงทางเปลี่ยว โจรกลับหันมาแย่งปืน ยิงตำรวจจนบาดเจ็บ แล้วหลบหนีไปได้ มิหนำซ้ำยังนำอาวุธที่ได้ไปขยายเครือข่าย ปล้นสะดมหนักยิ่งกว่าเดิม’
ในตอนท้ายวิโรจน์สรุปว่า ‘ความรับผิดชอบที่แท้จริง คือการกล้ายอมรับผิดต่อหน้าประชาชน น้อมรับทุกคำตำหนิ แล้วลุกขึ้นทำงานให้หนักกว่าเดิม เพื่อจับกุมโจรมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้’
ต้องยอมรับว่า ‘MOA’ คราวนั้นได้ ‘ทำลาย’ ความนิยมทางการเมืองของพรรคส้มลงไปชนิด ประเมินความ‘เสียหาย’ มิได้
สำหรับพรรคการเมืองไทย การ‘มีแผล’ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งที่‘พรรคส้ม’ กำลังทำคือการตรวจสอบ. ซึ่งหลายเรื่องนั้น‘เข้าเป้า’ แต่ก็มีหลายเรื่องเช่นกันที่ ‘เข้าตัว’
จะสังเกตว่า ‘2 เจน’ ของ ‘2 พรรค’ เริ่มปรากฎตัวอย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือการปรากฏ ‘ความคิด’ ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่หลายเรื่องหลายครั้งไม่ต่างอะไรกับผู้ ‘คุมหางเสือ’ จะมีก็แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เท่านั้นที่ยัง ‘เงียบอยู่’
‘เวลาอยู่ข้างเรา’ แกนนำพรรคส้มเคยพูดไว้ อย่างนั้น แต่ ‘หลายคน’ ก็บอกว่า ‘เวลานั้นฆ่าคน’ได้เช่นกัน
<<<<<<>>>>>>
ถึงคิว‘หมอเอ็กซ์’เพชรบูรณ์
งบ‘บัตรทอง’ในมือ‘สีน้ำเงิน’
จะว่ามาในโควต้า ‘ลูกเทพ’ ก็ไม่น่าใช่ แต่ถ้าบอกว่ามาในฐานะ ‘บ้านใหญ่’ ในนามกลุ่มเพชรบูรณ์นั้นน่าจะ ‘เข้าท่า’ สำหรับ ‘หมอเอ็กซ์’ หรือ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ที่เดิมนั้นติดกลุ่ม ‘โลกลืม’ แต่พอมาเจอกับเรื่อง ‘บัตรทอง’ งานนี้รับรองจำกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง
เรื่องงบ‘บัตรทอง’ พูดกันมาก่อนหน้านี้ ‘พักใหญ่ๆ’ ไปซ้าย ไปขวา แต่ไม่ได้ ‘เข้าเป้า’ จังๆแบบนี้
หลังปรากฏข่าวว่า งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ‘กองทุนบัตรทอง’ ราวๆ 60,000 ล้านบาทไปไหน ไม่ได้เข้ารพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) วันก่อน(3 สิงหาคม) ‘หมอเอ็กซ์’ ออกมาระบุว่า เงิน 60,000 ล้านบาทที่พูดถึงเป็นเรื่องของ ‘งบประมาณปี 2568’ ทั้งนี้ได้มีการ ‘ชี้แจงเบื้องต้น’ ว่าเงินส่วนนี้มีบางส่วนที่จัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุข แต่อยู่นอกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 16,000 -17,000 ล้านบาท
แต่ภายใต้เงินก้อนนี้ เป็นเงินที่จัดสรรให้เป็นการเฉพาะ‘เจาะจง’ คือให้รพ.ราชวิถี นำไปซื้อยาประมาณ 100 กว่ารายการ ซึ่งไม่สามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ จึงหักออกไป 11,000 ล้านบาท ก็จะเหลือเงินอีกประมาณ 5,000 ล้านบาทที่เติมเข้าไปในระบบของสธ. นอกจากนั้น จะเป็นเรื่องของงบประมาณด้านการป้องกันและส่งเสริม สุขภาพ (Prevention and Promotion - P&P) อีกประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงยังมีก้อนอื่นๆอีกหลายก้อน
‘ผมได้ขอให้อนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง สรุปข้อมูลรายละเอียดภายใน 7 วัน’ งานนี้ ‘หมอเอ็กซ์’ บอกด้วยว่า ไม่ได้ขอรายละเอียดแค่ว่าเงินไปอยู่ที่กลุ่มงานใด แต่ต้องขอข้อมูลเชิงลึกถึงการจ่ายเงินว่าหน่วยงานที่รับเงินไปมีสภาพเป็นอย่างไร เป็นนิติบุคคล บุคคล มูลนิธิ หรือคลินิก และกระบวนการเบิกจ่ายมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงดูว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่หรือภูมิภาคใดเป็นพิเศษ หรือกระจุกตัวอยู่ในงานด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่ให้อนุกรรมการชี้แจง
‘ใครจะบอกว่ารัฐมนตรีไม่รู้ว่างบ 60,000 ล้านบาทไปไหน ก็ต้องบอกว่าบางทีรู้แต่ไม่พูด และการที่ผมโยนประเด็นไปว่าเงิน 60,000 ล้านหายไปไหน ผมพูดชัดเจนว่ามันไม่ได้อยู่ในระบบของสธ. ซึ่งก็ต้องดูต่อว่าตัวเลขที่เหลือไปที่ไหน’
ได้ยิน ‘หมอจเด็จ’ หรือ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ชี้แจงว่า ในงบประมาณปี 2568 จัดสรรไปแล้ว 1.79 แสนล้านบาท ไปที่สธ.ประมาณ 1 แสนล้านบาทที่เหลือหากมองตามหน่วยบริการจะไปสังกัดโรงเรียนแพทย์ 12,800 ล้านบาทไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 4,300 ล้านบาท ไปรพ.รัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กทม. 7,500 ล้านบาท เอกชนรวมทั้งรพ.คลินิก ราว 26,000 ล้านบาท และอื่นๆ กองทุนระดับพื้นที่ 6,482 ล้านบาท
‘สิทธิบัตรทอง’ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่มี‘ปัญหา’ กันมาคือ การที่โรงพยาบาล‘ขาดสภาพคล่อง’ บางโรงพยาบาล ‘ขาดทุน’ จนส่งผลถึงบุคลากร ‘หมอพยาน’ลาออก สุดท้ายก็กลับไปกระทบประชาชนผู้ได้รับสิทธิ
ว่ากันว่า งบประมาณนั้นมี แต่ถูกจัดสรรไป ‘ผิดที่ ผิดทาง’ หรือ‘อาจจะ’มีความไม่ปกติ ‘กระจุก’ไม่ ‘กระจาย’ แลอาจจะรั่วไหลหรือ ‘ไร้ประสิทธิภาพ’
สาธารณสุขเป็น‘กระทรวงใหญ่’ งบประมาณมาก ภารกิจมหาศาลล้านแปด ดูแลตั้งแต่ ‘เกิดแก่เจ็บตาย’ แต่ไหงกลับมี ‘ว่าการ’ มานั่งแบบ‘ไร้รัฐมนตรีช่วย’ งานเข้าแล้วล่ะครับ ‘หมอเอ็กซ์’




