เรื่องมันมีอยู่ว่า พรรคภูมิใจไทยประกาศชัดเจนว่าจะไม่เป็นรัฐบาลหนูง่อย แม้จะมีเวลา 4 เดือน จะทำทุกอย่างที่พิชิตใจประชาชน เพื่อไปต่ออีก 4 ปี <>ครบ 1 ปี รถบัสนักเรียนไฟไหม้ การดำเนินคดีก็ว่ากันไป แต่ที่น่าสนใจคือ ป.ป.ช.ระบุเป็นการทุจริตปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
‘อนุทิน’ลั่นจะเป็นรัฐบาล‘หนูไม่ง่อย’
ท้าการเมืองแข่งขันชนะใจประชาชน
นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย อนุทิน ชาญวีรกูล สรุป ‘คนสุดท้าย’ ก่อนปิดการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตาม ม.162 ไว้น่าสนใจว่า
‘การเอามีดตัดมือตัวเอง สำหรับคนชื่ออนุทินไม่เคยมี คนที่เอามีดตัดมือตัวเองคือ คนที่เอาผมออกจากรัฐบาลที่แล้ว ไม่งั้นไม่มีวันนี้ เพราะฉะนั้น เราเห็นสิ่งที่ไม่ดีมาแล้ว มันก็ไม่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ขอให้จบกัน อโหสิกัน ต่อไปมาแข่งกันทำคุณงามความดี ขายนโยบายให้ประชาชน อีก 4 เดือนยุบสภา อีก 2 เดือนเลือกตั้งกันด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ รับรองไม่ใช่เป็ดง่อย เพราะนี่หนูครับ หนูไม่ง่อย เป็ดอาจจะง่อย เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านมั่นใจ รัฐบาลจะทำหน้าที่ตั้งแต่วินาทีเป็นต้นไป’
ต้องถือว่า ‘4 เดือน’ ของรัฐบาลอนุทิน เป็นช่วงเวลาที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เป็น 4 เดือนที่มี ‘4ปี’ เป็นเดิมพันทางการเมือง มีหลายเรื่องที่ ‘หนูไม่ง่อย’ พูดไว้ชัด

1.กระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหา ‘ค่าครองชีพ’ ระยะสั้นผ่านโครงการ ‘บัตรคนจน+คนละครึ่ง’ ซึ่งถือว่ากระแสตอบรับดีเหลือคณา ปัญหาคือ ทางปฏิบัติจะ ‘สะดวกโยธินราบรื่น’ ขนาดไหน
2.นับแต่ 1 ตุลาคมไปอีก 120 วันหรือ 4 เดือน จะเกิดการ ‘ยุบสภา’ เพื่อจัดการเลือกตั้งหา ‘รัฐบาล’ตามกระบวนประชาธิปไตย
3.การทำประชามติรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับใหม่’ และการแก้ไขมาตรา 256 ได้เกิดขึ้นแล้ว
4.ปัญหาขายแดนไทย-กัมพูชา ‘หนูไม่ซ่อน’ ก็ชัดเจนว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ ‘การทหารนำและการเมืองตาม’
ในทางการเมือง มี 2 เรื่องที่เห็นชัด
เรื่องแรก ที่ดินเขากระโดง ที่ล่าสุด รฟท.ฟ้องขับไล่ที่ดิน 2 แปลงของตระกูล ‘ชิดชอบ’
เรื่องที่สอง คดี ‘ฮั้วสว.’ ซึ่งจะเป็น ‘บิ๊กเดิมพัน’ อนาคตทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย จะให้ 2หน่วยงาน คือ กกต.และดีเอสไอ ทำหน้าที่อย่าง ‘แข็งขัน’โดยไร้การแทรกแซง
‘หนูไม่ซ่อน’ ให้คำยืนยัน ‘กลางสภา’ ไว้ว่า ในตำแหน่งนายกฯและรมว.มหาดไทยตลอดจนรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาล จะไม่ใช้อำนาจในการกระทำที่ ‘เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง’ หรือช่วยให้ตัวเองพ้นจากความผิด
‘นับเลยตั้งแต่ผมในเบอร์ 1 ถึง 36 ถ้าพบว่า ผู้ใดทำสิ่งผิดกฎหมาย จะไม่มีการให้ใครมาเร่งรัด แต่ผมจะเร่งรัด และถ้าดำเนินการด้วยตัวเองได้ ก็จะดำเนินการเอง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเองด้วย’
นายกฯหนู ระบุด้วยว่า
‘สิ่งที่พูดกันไปมา ผมยอมรับว่าผมเสียใจทุกท่านที่ทำงานกันมาต้องมาโต้เถียงกัน เพราะคำว่าการเมือง ก็ขอยืนยันอีกครั้งว่า เมื่อมีการตอบโต้ทางการเมืองในที่ประชุมแห่งนี้ ก็ขอให้พวกเราทุกคนถือว่า ได้ทำหน้าที่ตามที่พวกเราได้รับมอบหมายมา อย่าถือเป็นเรื่องส่วนตัว ออกไปขอให้มีรอยยิ้มและความร่วมมือ ผมและคณะรัฐมนตรีให้คำมั่นสัญญาว่า จะให้ความร่วมมือเต็มที่ 4 เดือนที่เหลือทะเลาะกันไม่ได้ครับ เราต้องทำสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชน 4 เดือนนี้จะได้ไปแข่งกันด้วยความขาวสะอาด รอยยิ้ม แข่งกันทำความดีเพื่อพี่น้องประชาชน แล้วให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกใคร’
นับจากนี้ ประเทศไทย ได้มีการรัฐบาลที่สมบูรณ์ตามกระบวนการขั้นตอนครบถ้วน มีอำนาจตามกฎหมายทุกประการ
จากนี้ไปจึงต้อง ‘รอดู’ และ ‘เงี่ยหูฟัง’ ตามสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศว่า ‘พูดแล้วทำ’นั้น จริงแน่นะ
<<<<<<>>>>>>>
1ปีโศกนาฏกรรมไฟไหม้รถบัส23ศพ
‘คอร์รัปชัน’รากเหง้าปัญหาที่แท้จริง
1 ตุลาคม 2568 คือวันครบ 1 ปี โศกนาฏกรรม ‘ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของนักเรียน’ โรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี บริเวณ ถ.วิภาวดีรังสิต หน้าอนุสรณ์สถาน จ.ปทุมธานี เหตุการณ์เกิดขึ้นราว ๆ เที่ยงเศษ ๆ นำมาซึ่งความสูญเสียของนักเรียนและครูที่เสียชีวิตรวม 23 ศพ
คนส่วนใหญ่บอกว่า สังคมไทย เป็นสังคมลืมง่าย ประเดี๋ยวประด๋าวก็ลืม บางกรณีเป็นเช่นนั้น แต่บางกรณีก็กลายเป็น ‘บาดแผล’ ที่สุดแสนจะยากลืมเลือน
กรณีนี้มี ‘ความคืบหน้า’ ใน 2 ส่วนสำคัญคือคดีอาญาและการสอบสวนใน ป.ป.ช.
ในคดีอาญา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลจังหวัดธัญบุรี อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำเลย 3 คน คือ เจ้าของอู่รถซึ่งเป็นพ่อและลูกสาว จำเลยที่ 1 และ 2 รวมถึงคนขับรถบัส ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 โดยจำคุกเจ้าของอู่ จำเลยที่ 1-2 คนละ 8 ปี ปรับคนละ 200,000 บาท แต่เมื่อให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 100,000 บาท พร้อมรอการลงโทษ 5 ปี และคุมประพฤติ ส่วนคนขับรถบัส จำเลยที่ 3 ศาลสั่งจำคุก 8 ปี 2 เดือน ปรับ 205,000 บาท แต่เมื่อรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 4 ปี 1 เดือน ปรับ 102,500 บาท และให้รอการลงโทษ 5 ปีเช่นเดียวกัน
มีเสียงจาก ‘คณะญาติ ๆ’ของผู้สูญเสียระบุว่า ทั้งเด็กนักเรียนเสียชีวิตและครู ยังไม่ได้รับความยุติธรรมและจะเรียกร้องจนถึงที่สุด
ส่วนคดีใน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายสาธิต เจือนาค เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายช่างตรวจสภาพรถชำนาญการ สำนักงานขนส่งจังหวัดสิงห์บุรี และพวก
กรณีละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสภาพรถและจัดทำรายงานผลการตรวจสอบสภาพรถอันเป็นเท็จ เพื่อให้รถโดยสารไม่ประจำทางที่ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมายสามารถนำไปชำระต่อภาษีประจำปี และนำรถที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยไปใช้รับจ้างจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ
ในสำนวนของป.ป.ช.มี ‘ข้อมูล’ ที่น่าสนใจยิ่ง
ด้วยการชี้ว่า เป็นการทุจริตปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเป็นการ ‘ดัดแปลง’ สภาพรถและเครื่องยนต์ รวมถึง มีการตรวจสภาพรถ เพื่อทำหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบฯแต่ ‘ข้อเท็จจริง’ คือ ไม่ได้นำรถ ‘เข้าตรวจและทดสอบเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบฯ จริง’ โดยมีการจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้ทีมีหน้าที่เกี่ยวข้องคันละ ‘1,500 บาท’
โศกนาฏกรรมรถบัส 23 ศพ จึงไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาทั่วไป แต่เกิดจากการ ‘คอร์รัปชัน’ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เป็นรากเหง้าที่ฝังลึกกัดกินบ่อนทำลายสังคมไทย ก็ไหนๆจะเลือกตั้งกันปีหน้า อยากรู้ว่า จะมีพรรคการเมืองไหน ขายนโยบายจัดการ ‘คอร์รัปชัน’ แบบเด็ดขาดบ้างมั้ย
หรือจะเอาแบบประเทศ ‘จีน’ ก็ดีเหมือนกันนะ




