ส่องคดี‘ทักษิณ’หลังได้‘พักโทษ’
กับ‘เก็บภาษีหุ้นชิน’1.76หมื่นล้าน
‘ดีเอ็นเอทักษิณ’ที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯประกาศ ‘นับถอยหลัง’ การ‘พ้น’ จากเรือนจำของ นช.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเกิดขึ้นในเข้าวันที่ 11 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ‘ท่ามกลาง’ การต้อนรับของ ‘คนเสื้อแดง’ ที่นำโดยก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครสส.บัญชีรายขื่อ พรรคเพื่อไทย การออกจากเรือนจำครั้งนี้เป็นการ ‘พักโทษ’ เพราะการ ‘พ้นโทษ’ ต้องรอไปถึง 9 กันยายน2569 โน่น
‘พักโทษ’ มาแล้ว ทักษิณ ก็ยังมี‘คดี’ ให้สู้ต่อนั่นคือ ม.112 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้น ‘อุทธรณ์’ แต่ที่ดูจะเงียบไปหรือทำกันตามกระบวนการแต่ไม่ได้บอกกล่าวสังคมนั่นคือ ‘ภาษี1.76หมื่นล้านบาท’ ที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลังมีหน้าที่ ‘ตามเงิน’ มาเข้าคลัง
คดีภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทนั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 วันที่ 28 มีนาคม ที่กรมสรรพากรมรหนังสือถึง ทักษิณ เพื่อเก็บภาษีจากการขาย ‘ชินวัตร’ ให้สิงคโปร์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549
คดีนี้ทักษิณ ต่อสู้คดีด้วยการฟ้องร้องกรมสรรพากรต่อศาล ศาลชั้นต้น,ศาลชั้นอุทธรณ์ ให้เขา‘ชนะ’ จนกระทั่งวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกา พิพากษาให้กรมสรรพากร ‘ชนะ’

จากวันที่ศาลมีคำพิพากษาจนมาถึงวันนี้ ต้องถามกันไปที่สรรพากรว่ามี ‘ความคืบหน้า’ ไปถึงไหน อย่าลืมว่าทุกครั้งที่มีการจัดอันดับ ‘มหาเศรษฐีเมืองไทย’ อดีตนายกฯทักษิณ ‘ติดโผ’ ทุกครั้ง
ใช่แต่ทักษิณเท่านั้น ที่ยังจะต้องสาละวนเรื่อง ‘ภาษีหุ้นชิน’ อดีตนายกฯน้องสาวทักษิณ ที่อยู่แดนไกล หลังหลบหนีคำพิพากษา ‘จำคุก’ อย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังจะต้องจ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากโครงการรับจำนำข้าว
ถ้าจำได้ 22 พฤศจิกายน 2568 ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ชดใช้ 10,028 ล้านบาท ซึ่งคำสั่งดังกล่าว เกิดจากการที่ยิ่งลักษณ์ ถูกหน่วยงานรัฐสั่งให้ ‘ชดเชย’ และเจ้าตัวมองว่าไม่เป็นธรรมจึงเรื่องนี้ต่อศาลปกครอง
การกลับมาของ ‘ชินวัตร’ ที่ชื่อทักษิณ จึง ‘ไม่ง่าย’ อย่างที่ ‘บางกลุ่ม-บางฝ่าย’ พยายามส่งเสียงเชียร์กันอยู่ในตอนนี้
<<<<<>>>>>>
สุริยะ’เล่นบทยักษ์ทั้งดุทั้งขู่
‘กล้าธรรม’กับบท‘ฝ่ายคอย’
ไม่รู้มีกุนซือชื่ออะไร แต่ท่าทีที่ ‘เดอะซัน’ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยืนยันจะ‘โยกย้าย’ ราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ แต่ที่ ‘ดุเดือด’ ไปกว่านั้นคือการประกาศ ‘ฟ้องร้อง’ หากราเชนให้สัมภาษณ์จนเกิดความเสียหายขึ้นอีก
‘จนถึงขณะนี้นายราเชนยังพูดถึงสาเหตุการโยกย้ายตำแหน่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และชี้แจงในหลายประเด็นเพื่อพยายามสื่อให้เห็นว่า การที่โดนปรับเปลี่ยนตำแหน่งเป็นสาเหตุมาจากกรณีที่หลานของผม ซึ่งเป็นผู้บริหารนกแอร์ พยายามติดต่อพบนายราเชน แต่นายราเชนไม่ให้พบ อีกทั้งยังเปิดหลักฐานไทม์ไลน์การโทรศัพท์ติดต่อขอพูดคุยหลายวัน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2568 ถึง 19 เมษายน 2568’
สุริยะ ยืนยันว่า ‘การสั่งโยกย้ายไม่ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว แต่เป็นความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องการคนที่มีความสามารถ และไฟแรงเข้ามาแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ณ เวลานี้ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าข้าราชการกระทรวงอาจใกล้อายุเกษียณราชการอาจจะใส่เกียร์ว่างไม่เต็มที่ต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่’
ส่วนกรณีที่นายราเชน ให้เหตุผลในเอกสารลาออกว่า ไม่สามารถตอบสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้นั้น อยากรู้ว่ามีอะไรที่สนองฝ่ายการเมืองไม่ได้ ไปบีบอะไร ก็ขอให้นายราเชนชี้แจงมา แต่ถ้าเสนอสิ่งที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง หรือข้อมูลเท็จ ทำให้ได้รับความเสียหาย ย้ำว่าต่อจากนี้หากนายราเชนยังไม่หยุดพาดพิง จะดำเนินการฟ้องคดี และหากเห็นว่ากรณีที่เป็นข่าวไม่เป็นธรรมกับนายราเชน ก็สามารถฟ้องดำเนินคดีกับเขาได้
มีคำถามว่าทำไม ‘สุริยะ’ จึงเล่นบท ‘ยักษ์’ กระทืบเท้าตอบโต้ และประกาศจะใช้ ‘กระบอง’ ที่มีอยู่ในมือ ทั้งนี้ทั้งนั้น การโยกย้ายเป็นอำนาจที่ทำได้ อีกทั้งเรื่องที่ปรากฏออกมา ก็แค่พฤติการณ์ ยังไม่มีโครงการ ยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณ
กระทรวงเกษตรฯเป็น ‘กระทรวงใหญ่’ งบประมาณหลัก‘หลายแสนล้านบาท’ และหากย้อนดูการ ‘แบ่งงาน’ ทั้ง ‘กรมดัง-กรมเด่น’ ล้วนอยู่ในการดูแลของ ‘สุริยะ’ โดยเฉพาะกรมชลประทาน ที่มีโครงการสารพัด และมีงบประมาณเฉียดแสนล้านบาท

ส่วนอธิบดีราเชนที่เลือกการ‘ลาออก’ พร้อมให้ข้อมูลสังคมในความเคลือบแคลงบางอย่าง แทนที่จะพึ่ง ‘ศาลปกครอง’ ซึ่งหากดูแล้ว เข้าข่ายโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ที่สำคัญเดือน สิงหาคมที่จะถึงนี้จะถึง ‘ฤดูแต่งตั้งโยกย้าย’ ซึ่งจะมีอีกหลายกรมที่ต้องโดนหาก ‘ไม่สนอง’ นโยบาย
ในทางการเมือง ถึงตอนนี้ ‘สุริยะ’ เดินลำบากแล้ว เพราะความไม่ปกติดังกล่าวจะนำมาซึ่งการจับตาจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ ‘ช่ำชอง’ งานกระทรวงเกษตรฯอย่างพรรค ‘กล้าธรรม’
แต่ก็ไม่แน่ว่า การค้านหรือการตรวจสอบแบบ‘เอาเป็น เอาตาย’ จะเกิดขึ้น อีกมุมหากเกิดการ ‘ยักคิ้วหลิ่วตา’ ระหว่างกัน ‘สุริยะ’ ก็มีโอกาส ‘เปลี่ยนสีเสื้อ’ก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะของพรรค์นี้ มันเข้าใครออกใครเสียที่ไหนล่ะ




