เรื่องมันมีอยู่ น่าจะเป็นการยุติบทบาทชั่วคราวของทักษิณ ชินวัตรหลังจากพ้นโทษออกมา แต่ก็มีร่องรอยของการกลับมาอีกครั้งในคดีภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ที่กรมสรรพากรกำลังตามยึดและอายัติทรัพย์อยู่ <>คดีฮั้ว สว. ที่ดูเหมือนจะจบหลังมีมติ ของกกต. แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีเรื่องอื่นตามมาหลายเรื่อง แบบทีใคร ทีมัน <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
เก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป1.5หมื่นล้าน
‘ทักษิณ’ดิ้นสู้สัญญาณไม่วางมือ
มี 2 เรื่องที่ยังเป็น‘ชนักปักหลัง’ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย เรื่องหนึ่งคือ คดี 112 ซึ่งอยู่ในกระบวนการขั้นศาลอุทธรณ์ ขณะที่อีกเรื่องซึ่งก็‘ฟ้องร้อง’กันไปเรื่อยจน ‘สิ้นสุด’ที่คำพิพากษาศาลฎีกา ระหว่างทักษิณกับกรมสรรพากรกระทรวงการคลัง
ถึงเวลานี้ กรมสรรพากรมีหน้าที่ ‘ตามเงินภาษี’ ที่ได้จากการขายหุ้น ‘ชินคอร์ปฯ’ ราวๆ 1.5 หมื่นล้านบาทคืนมา ซึ่งคดียังเหลืออีกกว่า 10 ปีจะ‘หมดอายุความ’
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนาย ทักษิณ คนไปเยี่ยมทักษิณ ทุกวันระหว่างรับโทษจากคดี ‘ติดคุกทิพย์’ชั้น14 ออกมาระบุว่า ตามที่เป็นข่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรดำเนินการ ‘ยึด-อายัดทรัพย์’ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่ 68902568 วันที่ 14 ส.ค.2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่า การประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้วนั้น
‘เรื่องนี้ นายทักษิณมิได้มีเจตนาโต้แย้ง หรือไม่เคารพคำพิพากษาอันถึงที่สุดดังกล่าวแต่อย่างใด การประเมินภาษีของกรมสรรพากรจากการที่นายทักษิณขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ 329,200,000 หุ้น ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กไปในปี 2549 คิดเป็นเงิน 15,883,900,000 บาท ถือเป็นฐานเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อชำระภาษีประจำปี 2549 แต่ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า เงินได้จำนวน 15,883,900,000 บาทเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของเงินได้ที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯและถูกศาลฎีกาฯพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วันที่ 26 ก.พ.2553 ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งสิ้นแล้ว รวมเป็นเงิน 46,373,687,454.70 บาท จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดที่นายทักษิณได้รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ คงเหลือให้ต้องชำระภาษีสำหรับปี 2549 อีกต่อไป’
พูดง่าย ๆ ก็คือ การยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณในเวลาต่อมาจึงเป็นการยึดและอายัด‘ซ้ำซ้อน’กับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553
นายวิญญัติ ระบุว่า นายทักษิณได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอาการกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาและขอให้มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการยึดและอายัดทรัพย์ ‘โดยมิชอบ’จนกว่าศาลภาษีอากรกลางจะมี‘คำพิพากษา’
เมื่อ 20 ปีก่อนการ ‘ขายหุ้นชินคอร์ปฯ’ คือ ‘ปมใหญ่’ ในการโค่น ‘ระบอบทักษิณ’ หลังมีคมช.ก่อเกิด‘คตส.’ 1ในคดีสำคัญคือการ ‘ยึดทรัพย์’ ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ต่อมามีกรณี ‘ภาษี’เกิดขึ้น ทักษิณได้ใช้กระบวนการศาลฟ้อง‘กรมสรรพากร’ สู้กัน 3 ศาล จนที่สุดพิพากษาว่าต้อง ‘เสียภาษี’ แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า ไม่ต้องเสียเพราะถูกยึดไปหมดแล้ว ‘ทั้งต้นทั้งดอก’
เหมือน ‘สัญญาณ’ สู้รอบใหม่จะเริ่มขึ้นแล้ว และ ‘การวางมือ’ว่ากันก่อนหน้านี้นั้น ‘ข่าวลือ’ นะจะบอกให้
<<<<<>>>>>
‘ทีเอ็งทีข้า’หรือ‘เสมอภาค’
เผย3สำนวนสอบ‘ส้ม’ฮั้วสว.
แม้มติ กกต.จะออกมาเป็นที่เรียบร้อย แต่ความเรียบร้อยกลับไม่เกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังสร้าง ‘แรงกระเพื่อม’ ทางการเมืองรอบใหม่ให้ ‘ขยายวง’ ออกไปอีก โดยเฉพาะการ‘เช็คบิล’ ต่อกกต.และการ ‘สู้คดี’ในศาลฎีกาด้วยข้อมูลที่เชื่อมโยงและเชื่อได้ว่า การฮั้วสว.ไม่ได้มีแค่ 77 คนอย่างที่กกต.ชี้มูลไปเมื่อวันที่14 กันยายน
กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่ง‘รับฟ้อง’คดีที่นายอัครวัฒน์ พงษ์ธนาฤทธกุล สว.สำรอง ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กรณีไปรับรองผู้สมัคร สว. 2 คน คือนายแดง กอง และนายสมภาร พลศักดิ์ ซึ่งศาลนัดตรวจพยานวันที่ 27 ตุลาคมนี้นั้นยังเป็นการรับแค่ในชั้น ‘ธุรการ’
ส่วนการดำเนินคดี ‘157’ กับกกต.นั้น‘วงใน’ ระบุว่าไม่น่าจะมีช่องอื่น นอกจากยื่นฟ้องไปที่ ช‘ป.ป.ช.’ เท่านั้น ซึ่งตรงนี้จะมีปัญหาตามมาทันทีไม่ต่างอะไรกับ กกต. แน่นอนเพราะปัจจุบัน ป.ป.ช.ก็อยู่ในสภาพที่‘วิกฤต’ ไม่แพ้กันโดยการมีป.ป.ช.เสียง ‘ข้างมาก’ ที่มาจากการ‘รับรอง’ ของสว.ชุดปัจจุบันที่มีคดีฮั้ว และถูกลงมติกกต.ซึ่งไม่ต่างอะรไรกับสภาพ ‘งูกินหาง’
แต่ที่ดูจะ ‘ทีใครทีมัน’ หรือเพื่อความ‘เสมอภาค’นั้นคือการที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต.ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะสืบสวนชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับดีเอสไอว่า ในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ปี 2567 นั้นยังมีอีก 3 สำนวนที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 กำลังดำเนินการไต่สวน‘ไม่เสร็จสิ้น’
มีรายงานว่า 3 สำนวนดังกล่าว ที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ได้ดำเนินการไต่สวนประกอบด้วย
1. กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด
2. กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ
3. กลุ่ม สว.อิสระ
ทั้งนี้ ช่วงเวลาสำคัญคือ ช่วงที่มีการร้องเรียนการจัดประชุมผู้สมัคร สว. ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีการร้องเรียนเข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่การสืบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 กลับเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งที่พบข้อมูล ‘เบื้องต้นว่ามีผู้ออกเงินจัดเลี้ยงอาหารและค่าสถานที่’ให้ โดยผู้สมัคร สว. ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย
แม้จะมี สว. บางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเองด้วยการหย่อนใส่กล่องหน้าห้องประชุมและซื้ออาหารรับประทานเองก็ตาม แต่ผู้จัดงานกลับไม่ได้ออกมาชี้แจง ซึ่งเข้าข่ายการจัดเลี้ยงอันมีความผิดตามกฎหมายแล้วอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามสำหรับ คณะชุดที่26นั้นจะมีการเปลี่ยนใหม่ เนื่องจาก ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ทำหน้าที่ประธานอนุไต่สวนชุดที่ 26 ได้เกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน กันยายนนี้
ดูยังไงก็‘ไม่จบ’ ซึ่งคราวนี้การ‘สอบสวน’ จะไปที่อีกฝ่ายอย่างชัดแจ้ง และที่ใครๆบอกว่า 14 กันยายนนั้นแค่ ‘เริ่มต้น’ ถึงเวลานี้ ก็น่าจะจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ยังมีอีก ‘หลายยก’ให้ได้ติดตาม




