เรื่องมันมีอยู่ว่า <> ปัญหาคอร์รัปชันถูกพูดถึงทุกรัฐบาล แต่ปัญหาก้ไม่เคยหมดไป นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดบัญชีดำคนโกง ที่แอบทำเป็นการส่วนตัว หวังว่าจะแก้ปัญหาได้ <>ถ้าน้ำท่วมแฟลตคลองจั่นว่าสูงแล้ว น้ำท่วมกทม.ดินแดงสูงกว่า โดยเฉพาะที่ห้องทำงานผู้ว่าฯ <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
เปิด‘บัญชีหนังหมา’ปราบโกง
‘อนุทุน’ฟุ้งแก้คอร์รัปชันได้
เมื่อค่ำๆ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ‘นายกฯหนู’ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษงาน Dinner Talk ‘Zero Corruption: From Policy to Action’ หัวข้อ ‘รัฐบาลกับการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ Zero Corruption และการเติบโตอย่างยั่งยืน’ ที่เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม

‘หลายช่วงหลายตอน’น่าสนใจ
ช่วงแรก นายกฯอนุทิน พูดถึงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในกระทรวงมหาดไทยขณะอยู่ในตำแหน่ง
‘ผมอยู่กระทรวงมหาดไทย นายกฯ เป็นมท.1 ไม่เคยมีเรื่องทีโออาร์ในยุคที่ผมเป็น มท.1 เรื่องนี้หายไป เลยไม่มีสเปก เปิดกว้าง ทำไมทำได้ วันนี้อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ จะไม่มีวันรอดสายตา งานต่างๆ บอกท่านเลย ฝากบอกคนที่ไม่มาด้วย ถ้าท่านรู้สึกถูกวางสเปก ถูกเรียกร้อง ถูกกลั่นแกล้ง ถูกดึงเช็ง ท่านไม่ต้องร้องเรียนใคร ท่านร้องเรียนมาที่ผม ผมเอนจอยกับการใช้เวลาอ่านเรื่องการกลั่นแกล้ง การประมูลภาครัฐ เพราะเคยโดนมา และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่วันนี้เรามาอยู่ในตำแหน่งที่เราเข้ามาแล้ว เราต้องเคลียร์เรื่องพวกนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนั้นมาถึงแล้ว’
ต่อเนื่องอีกหนึ่งดอก
‘วันนี้ผมมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องยิ่งใช้สิ่งที่ผมมีอยู่ ขอบเขตอำนาจที่ผมถืออยู่ กำจัดสิ่งที่คนไทยเกลียด นอกจากท่านเกลียดแล้ว ผมก็เกลียดด้วย ผมอาจจะหนักกว่าท่านหลายคนในที่นี้ เพราะเคยโดน เคยเป็นผู้ประสบเคราะห์กรรมมาด้วย ถูกถึงขนาดนักเลงหัวไม้ เกือบถูกอุ้ม ถูกขู่ อายุยังไม่ถึง 30 ปี ไปไหนต้องมีคนดูแล 3-4 คน เพราะไปขัดใจคนที่สามารถจัดฮั้วได้ อยู่บ้านไม่ได้ นอนไม่ได้ ถามว่าวันนี้ ผมอยู่ตรงนี้ผมเช็คบิลแน่นอน ผมไม่มีทางปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น’
แต่ประเด็น ‘สำคัญ’ มันอยู่ตรงนี้
‘ผมมีบัญชีส่วนตัวอยู่ ผมพูดไปท่านอาจจะไม่เชื่อ มันเป็นไปได้ยังไง ท่านดูก็แล้วกัน พูดไปก็จะหาว่าคุย แต่ว่าเรื่องนี้ผมทำด้วยความอัดอั้นตันใจมานาน และวันนี้มันก็ถึงตรงนี้แล้ว ถ้าผมทำเรื่องนี้ได้ มันจะดีใจมากกว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ ทำเรื่องนี้ได้เสร็จ เผลอๆ แขวนนวม พอแล้วคุ้มแล้ว ตอบโจทย์ตัวเองได้แล้ว ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้ว’ นายอนุทิน กล่าว
‘เหลือจะเชื่อ’ นายกฯหนู มี ‘บัญชีส่วนตัว’ ซึ่งก็น่าจะหมายถึง ‘บัญชีดำ’ กับคนคอร์รัปชัน
อนุทิน พูดมาตลอดถึง ‘ภัย 4 อย่าง’ ที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไข 1.ภัยเศรษฐกิจ 2.ภัยความมั่นคง 3.ภัยธรรมชาติ และ4.ภัยสังคม ‘คอร์รัปชัน’ คือ ‘ภัยสังคม’ ปมสำคัญที่ ‘บ่อนทำลายชาติ’ และกำลังกลายเป็นภัยกับรัฐบาลหนูพลัสที่กำลังเผชิญ ‘ภัยธรรมชาติ’ น้ำท่วมแบบเอาตัวแทบไม่รอด
พูดถึง ‘คอร์รัปชัน’ ต้องไปดู ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ซึ่งประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 33 คะแนน ในอันดับที่ 116 ของโลก ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 42 คะแนน นั่นหมายความว่าไทยอยู่ต่ำกว่า‘ค่าเฉลี่ย’
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของไทยลดลง 1 คะแนน และเมื่อเปรียบเทียบกับทั้งโลกอันดับ‘แย่ลง 9 อันดับ’ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียน ไทยหล่นมาอยู่อันดับ 8 ตามหลังสิงค์โปร์,บรูไน,มาเลเซีย,ติมอร์-เลสเต,เวียดนาม,อินโดนีเซียและลาว
ทุกปีราวๆปลายปีดัชนีคอร์รัปชันจะถูกเผยแพร่ออกมา ดูแล้วปีนี้ อะไรต่อมิอะไร ไม่มีทางที่ไทยจะได้คะแนน ‘มากกว่า’ 2 ปีที่ผ่านมา
จะมาเป็น ‘ความหวัง’ อันริบหรี่ก็ตรง ‘บัญชีส่วนตัว’ ของนายกฯหนูนี่แหละ แต่คำถามสำคัญคือ จะเริ่มกัน ‘กี่โมง’
<<<<<>>>>>
โปรเจกต์‘แก้มลิง’ระวัง‘แก้มตุ่ย’
‘ชัชชาติ’งานเข้า‘น้ำเน่า’กทม.
‘ช่วงปี 2554 กทม.มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ส่วนแห่งที่ผ่านไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสมคุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม’ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯโต้ ‘กระแสข่าว’กทม.ยกเลิกโครงการแก้มลิง พร้อมยืนยันว่าแก้มลิงยังคงเป็นระบบพักน้ำที่สำคัญ
แม้จะสำคัญแต่กทม.ได้ปรับเปลี่ยนมาเน้นแก้มลิงรูปแบบอื่น เช่น การพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว
ฟังการ‘ชี้แจง’ ของผู้ว่าฯชัชชาติ เผินๆดูเหมือนจะ‘ไม่มีอะไร’ แต่หากไปลง ‘รายละเอียด’ จะพบว่า ‘มีกลิ่น’ อยู่เหมือนกัน
ต้องเข้าใจว่าหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แนวคิด ‘แก้มลิง’ ตามแนวทางพระราชดำริ ร.9 ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ที่สุดก็สรุปว่าจะมีแก้มลิงเพื่อทำหน้าที่ ‘หน่วงน้ำ’ ก่อนระบายลงสู่ทะเล จำนวน ‘6 แห่ง’ในฝั่งตะวันออกของกทม.ผ่านประชาพิจารณ์ในปี 2560 และผ่านมติ ครม. เห็นชอบหลักการเวนคืนในปี 2562โดยเฉพาะ ‘บึงรับน้ำ’ บริเวณคลองคู้บอน เขตคันนายาว คลองสามวา เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ความจุ 870,000 ลบ.ม.แต่ในที่สุดพื้นที่ดังกล่าวกลับ‘หายไป’
ตามปกติเมื่อที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการของรัฐที่กำลังเวนคืน ชาวบ้านยาอมรู้ว่า ‘ราคาที่ดิน’ จะไม่สูงขึ้น จึงเกิดการขาย‘เปลี่ยนมือ’ ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาใครมาซื้อ แต่ปรากฏว่า ‘นักอสังหาฯ’ กลับมาซื้อ จากนั้นขั้นตอน‘ประชาพิจารณ์’ ทำให้มันไม่ผ่านซะ จนมาถึงต้องเวนคืนจริงซึ่งราคาก็จะสูง จนไม่คุ้มค่าที่จะจ่าย สุดท้าย‘นักอสังหาฯ’ก็ได้ที่ดินราคาถูกเพื่อทำโครงการ ขณะที่กทม.ก็ไม่ได้แก้มลิง
ซื้อที่ดินได้ในราคาถูก แล้วมาทำบ้านจัดสรรเพื่อขายโครงการ เป็นใครไม่ชอบก็บ้าแล้ว
พูดง่ายๆก็คือ ‘กระบวนการ’ เพื่อให้ได้‘ที่ดิน’มาทำแก้มลิงเพื่อประโยชน์สาธารณะ ลดการสูญเสียนับเป็นหมื่นๆล้านบาท ของกทม.นั้น ‘คว้าน้ำเหลว’ แบบน่า ‘คาใจ’ ที่สำคัญไปเกี่ยวไปพัน‘คนใกล้ตัว’ ที่เผอิญเป็น‘นักอสังหาริมทรัพย์’ชื่อดัง
งานนี้ ระวังจะ ‘ขว้างงู ไม่พ้นคอ’




