ในทศวรรษที่ 2020 โลกกำลังเผชิญกับคลื่นสึนามิทางประชากรศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพของระบบความมั่นคงทางสังคม ซึ่งเป็นตาข่ายรองรับทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับชนชั้นแรงงาน
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ในประเทศพัฒนาแล้ว และการชะลอตัวของอัตราการเกิดในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ได้ทำลายสมดุลของสมการดั้งเดิมที่ระบบเคยพึ่งพาระบบที่อาศัยเงินสมทบจากคนวัยทำงานในปัจจุบันเพื่อจ่ายเป็นบำนาญให้แก่ผู้เกษียณอายุกำลังถูกท้าทายด้วยอัตราส่วนพึ่งพิง ที่พุ่งสูงขึ้น
ขณะที่ประเทศไทยระบบประกันสังคมถูกตั้งคำถามเรื่องการคอร์รัปชันของผู้มีอำนาจในการใช้เงิน รวมถึงกองทุนประกันสังคมถูกใช้ไปในสิ่งที่ไม่ได้ตอบสนองผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง เช่น การลงทุนกับการทำปฏิทิน หรือ การซื้อตึกสกายไนน์ เซ็นเตอร์
THE SPACEBAR ชวนเปรียบเทียบโครงสร้างการกำกับดูแล และนโยบายการลงทุน ของกองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งชาติใน 4 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และญี่ปุ่น แล้วหันมามองประเทศไทย ว่าสามารถหยิบยืมโมเดลของประเทศเหล่านี้มาใช้ได้หรือไม่ และสามารถอุดรอยรั่วของระบบประกันสังคม เพื่อสร้างสวัสดิการที่ดีให้กับผู้ใช้แรงงานของประเทศเรา

รู้จักประกันสังคมสหรัฐอเมริกา และระบบทรัสตี
ระบบประกันสังคมของสหรัฐอเมริกา (OASDI) ก่อตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม ค.ศ. 1935 ถือเป็นเสาหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำหรับชาวอเมริกัน
แม้จะเป็นประเทศทุนนิยมเสรี แต่โครงสร้างการบริหารกองทุนกลับมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงสุดและผูกติดกับกลไกรัฐอย่างแน่นหนา ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์การต่อรองระหว่างแรงงานและรัฐบาลในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
การบริหารจัดการกองทุนความมั่นคงสังคม ซึ่งประกอบด้วยกองทุน OASI (ผู้สูงอายุและผู้รอดชีวิต) และกองทุน DI (ผู้ทุพพลภาพ) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ "คณะกรรมการทรัสตี" ตามที่ระบุในรายงานประจำปี 2024 และ 2025 โครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือน "ผู้ดูแลผลประโยชน์" แทนประชาชน
กฎหมายกำหนดให้บอร์ดประกอบด้วยสมาชิก 6 คน ดังนี้
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุนโดยตำแหน่ง มีอำนาจสูงสุดในการบริหารจัดการทรัพย์สินและรายงานต่อสภาคองเกรส
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็น Trustee โดยตำแหน่ง ซึ่งในทางทฤษฎีคือช่องทางที่เสียงของแรงงานจะถูกสะท้อนเข้าสู่บอร์ด
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ เป็น Trustee โดยตำแหน่ง ดูแลมิติการเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ
- กรรมาธิการประกันสังคม เป็น Trustee โดยตำแหน่ง
- ทรัสตีสาธารณะ 2 คน ตำแหน่งนี้มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์และปฏิบัติการอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายกำหนดให้มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและต้องผ่านการรับรองจากวุฒิสภา โดยต้องสังกัดพรรคการเมืองต่างกัน (คนหนึ่งจากพรรคเดโมแครต อีกคนจากพรรครีพับลิกัน) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นกลางและไม่อิงการเมือง
เพื่อชดเชยข้อจำกัดของ Board of Trustees สหรัฐฯ ได้จัดตั้ง Social Security Advisory Board (SSAB) ขึ้นในปี 1994 ให้เป็นหน่วยงานอิสระที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำเชิงนโยบาย
ประกอบด้วยสมาชิก 7 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี (3 คน) และสภาคองเกรส (4 คน) เพื่อให้มีความหลากหลายทางพรรคการเมือง
แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดโควตาที่นั่งสำหรับสหภาพแรงงาน ไว้อย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติมักมีการแต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งมักจะมีจุดยืนสอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
อย่างไรก็ตาม บทบาทของ SSAB จำกัดอยู่เพียงการ "ให้คำปรึกษา" ไม่มีอำนาจในการยับยั้งการตัดสินใจทางการเงินหรือการลงทุน
ยุทธศาสตร์การลงทุน
นโยบายการลงทุนของประกันสังคมสหรัฐฯ มีความโดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอื่นในกลุ่ม OECD อย่างสิ้นเชิง โดยยึดหลักการ "ความปลอดภัยสูงสุด"
กฎหมาย Social Security Act มาตรา 201(d) กำหนดให้กองทุนลงทุนใน "หลักทรัพย์ที่ออกเป็นพิเศษสำหรับกองทุน"ของรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น
พันธบัตรเหล่านี้ไม่สามารถซื้อขายในตลาดรอง ทำให้ราคาไม่ผันผวนตามตลาด อัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดตามสูตรกฎหมาย โดยอิงกับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุคงเหลือ 4 ปีขึ้นไป
ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ "กู้ยืม" เงินจากแรงงานไปใช้บริหารประเทศ และออก "ตั๋วสัญญาใช้เงิน" (IOU) ให้กองทุน
ทำไมแรงงานและสหภาพแรงงานในสหรัฐฯ (เช่น AFL-CIO) จึงสนับสนุนนโยบายการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำ (เมื่อเทียบกับหุ้น) เช่นนี้? คำตอบคือ
ข้อเสนอให้แบ่งเงินกองทุนไปลงทุนในตลาดหุ้น มักถูกผลักดันโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝ่ายแรงงานและพรรคเดโมแครต
แรงงานมองว่า การการันตีบำนาญที่แน่นอน สำคัญกว่าโอกาสในการทำกำไร พวกเขาไม่ต้องการให้เงินเกษียณต้องเสี่ยงกับความผันผวนของ Wall Street
รวมไปถึงมีความกังวลทางรัฐศาสตร์ว่า หากกองทุนประกันสังคม (ซึ่งมีขนาดมหึมา) เข้าไปถือหุ้นในบริษัทเอกชน รัฐบาลจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ
ซึ่งขัดต่ออุดมการณ์เสรีนิยม ดังนั้น การล็อกการลงทุนไว้ที่พันธบัตรรัฐบาลจึงเป็นฉันทามติร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐเข้าแทรกแซงภาคเอกชน
ในบริบทของสหรัฐฯ แรงงานไม่มีที่นั่งโดยตรงในบอร์ดบริหารการลงทุน แต่ "เจตจำนงของแรงงาน" ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างกฎหมายที่ปฏิเสธความเสี่ยง
การที่รัฐมนตรีแรงงานเป็นหนึ่งในทรัสตีเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการเมือง มากกว่าจะเป็นกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อขาด Public Trustees การคุ้มครองผลประโยชน์ของแรงงานจึงพึ่งพากระบวนการทางรัฐสภาและการล็อบบี้มากกว่ากลไกภายในองค์กร
ประกันสังคมเยอรมนี แบบจำลองไตรภาคีและการบริหารตนเอง
เยอรมนีเป็นต้นแบบของระบบประกันสังคมแบบ "บิสมาร์ค" (Bismarckian) ที่เน้นการจ่ายเงินสมทบร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ระบบนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับหลักการ "การบริหารตนเอง"
ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้จ่ายเงินสมทบเป็นผู้บริหารกองทุนโดยปราศจากการแทรกแซงโดยตรงจากรัฐบาล
องค์กรหลักที่ดูแลระบบบำนาญคือ Deutsche Rentenversicherung Bund (DRV Bund) ซึ่งมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่ศึกษา
หัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลเยอรมันคือหลักการ Parität (Parity) หรือความเสมอภาค บอร์ดบริหารทุกระดับจะต้องประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน/แรงงาน ในสัดส่วน 50:50 เสมอ
- สภาผู้แทนทำหน้าที่เสมือน "รัฐสภา" ของกองทุน มีอำนาจอนุมัติงบประมาณและตรวจสอบฝ่ายบริหาร
มาจากการ "เลือกตั้งทางสังคม"ซึ่งจัดขึ้นทุก 6 ปี เป็นกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเยอรมนี ผู้ประกันตนกว่า 50 ล้านคนมีสิทธิลงคะแนนเลือก "บัญชีรายชื่อ" ที่เสนอโดยสหภาพแรงงาน (เช่น DGB, ver.di) หรือสมาคมอิสระ
- คณะกรรมการบริหาร ทำหน้าที่บริหารงานประจำวัน มีสมาชิกจากสองฝ่ายเท่ากัน และใช้ระบบ "ประธานสลับวาระ" โดยประธานจากฝั่งนายจ้างและฝั่งลูกจ้างจะสลับกันทำหน้าที่ประธานที่ประชุมทุกปี เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ
ตัวแทนแรงงานในบอร์ด DRV ไม่ใช่ไม้ประดับ แต่มีอำนาจที่แท้จริง เนื่องจากต้องใช้มติเสียงข้างมากและการประนีประนอม ฝ่ายแรงงานสามารถยับยั้งนโยบายที่มองว่าจะกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนได้
ข้อมูลจากรายงานปี 2024 ระบุชื่อ Uwe Hildebrandt ในฐานะประธานสลับวาระจากฝั่งผู้ประกันตน ซึ่งมีประวัติเป็นประธานระดับภูมิภาคของสหภาพแรงงานอาหารและเครื่องดื่ม (NGG) การมีผู้นำสหภาพแรงงานระดับสูงมานั่งหัวโต๊ะบริหารกองทุนระดับชาติ สะท้อนถึงการบูรณาการเสียงของแรงงานเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ
ยุทธศาสตร์การลงทุน
นโยบายการลงทุนของเยอรมนีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากระบบ PAYG แบบดั้งเดิมสู่ระบบที่มีการสะสมทุนบางส่วน (Partial Funding) ท่ามกลางการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายแรงงาน
เดิมทีกองทุนมีเพียง Nachhaltigkeitsrücklage (Sustainability Reserve) ซึ่งกฎหมายบังคับให้มีสภาพคล่องระหว่าง 0.2 ถึง 1.5 เท่าของรายจ่ายรายเดือน เงินส่วนนี้ถูกเก็บในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำมาก (เงินฝาก, พันธบัตรระยะสั้น) เพื่อการันตีการจ่ายบำนาญ บอร์ด DRV (ที่มีแรงงานกุมอำนาจครึ่งหนึ่ง) มักมีท่าทีระมัดระวังและเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มเพดานเงินสำรองนี้เพื่อความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร
ในปี 2024-2025 รัฐบาลเยอรมันภายใต้ "Pension Package II" ได้เริ่มจัดตั้งกองทุน Generationenkapital ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่
โดยรัฐบาลจะกู้เงิน ประมาณ 1.2 หมื่นล้านยูโรต่อปีเพื่อส่งเข้ากองทุนนี้ โดยมีเป้าหมายสะสมให้ถึง 2 แสนล้านยูโรภายในกลางทศวรรษ 2030
จะบริหารโดย KENFO (กองทุนจัดการกากนิวเคลียร์เดิมที่มีความเชี่ยวชาญ) ซึ่งจะนำเงินไปลงทุนใน ตลาดหุ้นโลก (Global Equities) เพื่อแสวงหาผลตอบแทนสูง เพื่อนำดอกผลมาช่วยพยุงอัตราเงินสมทบไม่ให้สูงเกินไปในอนาคต
สหภาพแรงงานและตัวแทนฝั่งลูกจ้างใน DRV มีความกังวลอย่างมากต่อโมเดลนี้ โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า "ห้ามนำเงินสมทบจากน้ำพักน้ำแรงของลูกจ้างไปเสี่ยงในตลาดหุ้น"
ด้วยแรงกดดันนี้ รัฐบาลจึงต้องออกแบบให้ Generationenkapital ใช้เงินจาก "เงินกู้และงบประมาณรัฐ" แทนการใช้เงินสมทบโดยตรง เพื่อประนีประนอมกับฝ่ายแรงงาน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าอำนาจต่อรองของแรงงานในโครงสร้างบอร์ดส่งผลต่อนโยบายการลงทุนระดับชาติ
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของอำนาจแรงงานในบอร์ด DRV คือนโยบาย Reha vor Rente (Rehabilitation before Pension) เยอรมนีทุ่มงบประมาณมหาศาล (กว่า 7 พันล้านยูโร ตามรายงานปี 2024) ให้กับคลินิกและศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ
ฝ่ายแรงงานผลักดันเรื่องนี้เพราะต้องการให้เพื่อนร่วมอาชีพที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ ได้รับการรักษาจนกลับมาทำงานได้ มีศักดิ์ศรี และมีรายได้ ไม่ใช่ถูกผลักให้เป็นคนพิการรับเงินสงเคราะห์
รายงานปี 2024 ชี้ให้เห็นว่ามีการขยายบริการฟื้นฟูฯ ครอบคลุมถึงปัญหาสุขภาพจิต (Psychosomatic) มากขึ้น ซึ่งสะท้อนความเข้าใจปัญหาของคนทำงานยุคใหม่
ญี่ปุ่น กับระบบประกันสังคมความเป็นสากลภายใต้วัฒนธรรมฉันทามติ
กองทุน Government Pension Investment Fund (GPIF) ของญี่ปุ่น เป็น "วาฬ" แห่งโลกการลงทุน ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 277 ล้านล้านเยน (1.87 ล้านล้านดอลลาร์)
GPIF ได้ผ่านการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อยกระดับจากหน่วยงานราชการสู่กองทุนระดับมืออาชีพ โดยยังคงรักษาสมดุลของตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ไว้ได้อย่างน่าสนใจ
โครงสร้างธรรมาภิบาล คณะกรรมการผู้ว่าการ
การปฏิรูปในปี 2017 ได้เปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจจากเดิมที่เป็นอำนาจของประธานคนเดียว (Sole Practitioner) มาเป็นระบบ "คณะกรรมการแบบองค์คณะ" (Collegial Board) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและระดมความเชี่ยวชาญ
คณะกรรมการผู้ว่าการ (Board of Governors) ประกอบด้วยสมาชิก 10 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ (MHLW)
ประกอบไปด้วย ประธาน GPIF ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 8 ท่าน
แม้ญี่ปุ่นจะไม่มีกฎหมายกำหนดสัดส่วน 50:50 แบบเยอรมนี แต่ธรรมเนียมปฏิบัติ (Convention) และแรงกดดันทางสังคมทำให้ต้องมีตัวแทนจาก RENGO (สมาพันธ์สหภาพแรงงานญี่ปุ่น) นั่งอยู่ในบอร์ดเสมอ
ในรายชื่อคณะกรรม มีชื่อของนาย AIHARA Yasunobu ดำรงตำแหน่งกรรมการ (Governor) ประวัติของท่านระบุชัดเจนว่าเป็นอดีตผู้นำสหภาพแรงงานยานยนต์ (JIDOSHA SOREN) และอดีตเลขาธิการใหญ่ของ RENGO
การมีอดีตผู้นำสหภาพแรงงานระดับสูงสุดนั่งร่วมกับอดีตนายธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อตัดสินใจเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง จะลงหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญมาก มันหมายความว่ามุมมองของ "คนทำงาน" ถูกนำมาพิจารณาควบคู่กับมุมมองด้าน "ความเสี่ยงและผลตอบแทน" โดยตรง
ยุทธศาสตร์การลงทุน
GPIF ได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากการถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGBs) แช่แข็ง มาเป็นพอร์ตโฟลิโอที่มีความสมดุลและสากล (Global Balanced Portfolio) โดยมีเป้าหมาย Policy Asset Mix ที่ 25% ใน 4 สินทรัพย์หลักทั้ง หุ้นในประเทศ, หุ้นต่างประเทศ, พันธบัตรในประเทศ, และพันธบัตรต่างประเทศ
GPIF นิยามตนเองว่าเป็น "Universal Owner" (เจ้าของสินทรัพย์ครอบจักรวาล) ซึ่งหมายความว่ากองทุนมีขนาดใหญ่จนถือหุ้นในเกือบทุกบริษัทในตลาด ดังนั้น GPIF ไม่สามารถ "หนี" ความเสี่ยงระบบ (Systemic Risk) ได้ GPIF จึงต้อง "แก้ไข" ระบบให้ดีขึ้น
แนวคิดนี้สอดรับกับผลประโยชน์ของแรงงานอย่างลึกซึ้งผ่านกลยุทธ์ ตัวแทนแรงงานในบอร์ด มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ GPIF ให้ความสำคัญกับตัว "S" ใน ESG นั่นคือ การกดดันให้บริษัทที่ GPIF เข้าไปลงทุนต้องดูแลพนักงาน เคารพสิทธิมนุษยชน และมีความปลอดภัยในการทำงาน
GPIF ใช้มาตรการ "การดูแลรับผิดชอบ" เพื่อลงคะแนนเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น คัดค้านผู้บริหารบริษัทที่ละเลยสวัสดิภาพแรงงานหรือสร้างมลพิษ นี่คือการใช้อำนาจของเงินทุน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของแรงงาน ในทางอ้อมแต่ทรงพลัง
จะเห็นได้ว่าโมเดลของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่น่าสนใจที่สุด คือการเปลี่ยน "ตัวแทนแรงงาน" จากผู้ที่คอยคัดค้านความเสี่ยง มาเป็น "นักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ" ที่ใช้กลไกตลาดทุนและ ESG เพื่อยกระดับมาตรฐานสังคม โดยมีที่นั่งในบอร์ดระดับสูงสุดเพื่อกำกับทิศทางนี้ด้วยตนเอง
จีน กับกองทุนประกันสังคมภายใต้การนำของรัฐและพรรค
ในขณะที่สามประเทศแรกมีระบบที่เน้นการตรวจสอบถ่วงดุล จีนนำเสนอโมเดลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง คือ "State-Centric Model"
กองทุน National Social Security Fund (NSSF) ของจีนไม่ได้ทำหน้าที่จ่ายบำนาญรายเดือนให้ประชาชนโดยตรง (ซึ่งเป็นหน้าที่ของกองทุนระดับมณฑล) แต่เป็น "กองทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Reserve Fund) เพื่อรองรับวิกฤตสังคมสูงวัยในอนาคต
การบริหาร NSSF อยู่ภายใต้ สภาแห่งชาติกองทุนประกันสังคม (NCSSF) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรี ประกอบไปด้วย
บอร์ดบริหาร มีทั้ง ประกอบด้วยประธาน รองประธาน และกรรมการสภา
โดยทั้งหมดแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงการคลัง (MOF), กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคม (MOHRSS) และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
ระบบของจีนนั้นไม่มีโครงสร้าง "ไตรภาคี" (Tripartite) ที่เป็นทางการแบบตะวันตก การตัดสินใจยึดโยงกับนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี
ขณะที่องค์กรแรงงานหนึ่งเดียวที่ถูกกฎหมายในจีนคือ All-China Federation of Trade Unions (ACFTU) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 300 ล้านคน
แม้ ACFTU จะเป็นองค์กรที่ใหญ่โต แต่บทบาทใน NCSSF ไม่ใช่การเป็น "ผู้ตรวจสอบอิสระ" ในรายงานโครงสร้างบอร์ด NCSSF ไม่พบรายชื่อตัวแทน ACFTU ในฐานะกรรมการที่มีอำนาจตัดสินใจการลงทุนโดยตรงเหมือน RENGO ในญี่ปุ่น หรือ DGB ในเยอรมนี
ACFTU ทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อม" ระหว่างพรรคและแรงงาน มากกว่าจะเป็นตัวแทนเจรจาต่อรองในเรื่องการบริหารกองทุน ผลประโยชน์ของแรงงานจึงถูกกำหนดผ่านนโยบายสวัสดิการของพรรคคอมมิวนิสต์ (เช่น นโยบาย Common Prosperity) ซึ่ง ACFTU มีหน้าที่สนับสนุนและนำไปปฏิบัติ
ยุทธศาสตร์การลงทุน
เนื่องจาก NSSF เป็นกองทุนสำรองระยะยาว จึงมีนโยบายการลงทุนที่เชิงรุก (Aggressive) และรับความเสี่ยงได้สูงกว่าประเทศอื่นๆ
โดยลงทุนในหุ้น ทั้งในและต่างประเทศ, Private Equity, และโครงสร้างพื้นฐาน
มีการสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้สูงถึงกว่า 7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกองทุนบำนาญภาครัฐส่วนใหญ่ในโลก
NSSF มักถูกมองว่าเป็น "National Team" ที่เข้าซื้อหุ้นเพื่อพยุงตลาดในยามวิกฤต (Market Stabilization) เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของรัฐ การกระทำเช่นนี้แม้จะช่วยกู้วิกฤต แต่อาจถูกตั้งคำถามในมุมมองธรรมาภิบาลสากลว่า เป็นการนำเงินออมของประชาชนไปรับความเสี่ยงเพื่ออุ้มตลาดหรือไม่
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง 4 ประเทศ พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือการที่ แรงงานมีอำนาจในบอร์ดมากเท่าใด แนวโน้มการลงทุนจะยิ่งมีความอนุรักษ์นิยม (Conservative) มากขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเยอรมนีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด แรงงานมีอำนาจ 50% และใช้ "Veto Power" ในการขัดขวางการนำเงินสมทบไปลงทุนในหุ้นมาโดยตลอด จนรัฐบาลต้องแก้เกมด้วยการตั้งกองทุน Generationenkapital ที่ใช้เงินกู้แทนเงินสมทบ เพื่อเลี่ยงแรงต้านนี้
ขณะที่ในสหรัฐฯสหภาพแรงงานใช้อิทธิพลทางการเมือง ในการล็อกกฎหมายไม่ให้แปรรูปกองทุนไปสู่ตลาดหุ้น เพื่อรักษาการลงทุนที่มีความปลอดภัยสูงสุด
แต่ในจีนนั้นมีความตรงกันข้าม เมื่อแรงงานไม่มีอำนาจตรวจสอบอิสระ รัฐจึงสามารถบริหารกองทุนแบบ "Venture Capitalist" ของชาติได้ โดยรับความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับผลตอบแทนสูง
ข้อยกเว้นคือ ญี่ปุ่น ที่แรงงานในบอร์ด (RENGO) ยอมรับความเสี่ยงจากการลงหุ้นได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือต้องใช้กลไก ESG อย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนนั้นมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งอาจเป็นโมเดลที่สมดุลที่สุดสำหรับอนาคต
แหล่งอ้างอิง
United States: Social Security Administration (SSA) Trustees Reports 2024-2025, Social Security Advisory Board (SSAB) reports
Germany: Deutsche Rentenversicherung (DRV) Annual Reports 2024
Japan: Government Pension Investment Fund (GPIF) Annual Reports 2023-2024
China: National Council for Social Security Fund (NCSSF)
ssa1 /ssa2 /ssa3 /ssa4 /ssab /brookings /actuary /ilo /jahresbericht / wtwco / jahresbericht / wtwco / dai / deutsche / jahresbericht / gpif / weforum / lseg / ssf / english / globaltimes / pensionpolicyinternational / english / jahresbericht




