เรื่องมันมีอยู่ว่า ปรากฎการณ์ประหลาดเกิดขึ้นได้เสมอในการเมืองไทย เมื่อเกิดฝ่ายค้าน 2 แบบ คือแบบค้านเพราะแค้น กับแบบค้านเพื่อควบคุม กลายเป็นว่าฝ่ายค้านกดรีโมทคุมรัฐบาลได้ แต่ด้วยคดีที่ไล่ล่าทั้ง 3 พรรคก็น่าจะเห็นการต่อรองว่าเป็นอย่างไร<> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า
ฝ่ายค้าน 2 แบบ
ค้านเพราะแค้นกับค้านเพื่อควบคุม
ส่องคดี ‘แดง-ส้ม-น้ำเงิน’
แต่ละสีล้วนมี ‘มีดปักหลัง’
ในความประหลาดของการเมืองเวลาที่ใครต่อใครบอกว่า ‘เกิดมาไม่เคยเห็น’ มันสะท้อนความพิการของประชาธิปไตยออกมาได้ชัดเจน
การเมืองไทย ‘มีปัญหา’ ก็คิดดูซิว่า พรรคภูมิใจไทยและคณะเป็นรัฐบาลที่มีพรรคประชาชน สนับสนุน แต่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะพรรคประชาชน จะไม่ร่วมสังฆกรรมอำนาจด้วย แต่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป เพื่อติดตาม ‘3 เงื่อนไข’ ที่ได้ทำสัญญากันไว้ และหากไม่ทำตามสัญญาก็จะยื่น ‘ซักฟอก’ รัฐบาล

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ต้องเป็นฝ่ายค้านโดยปริยาย ซึ่งก็มีพรรคประชาชน ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอยู่ เท่ากับว่าการเมืองไทย จะมีฝ่ายค้าน 2 แบบ คือ
แบบค้านเพราะแค้น
แบบค้านเพื่อควบคุม
ต้องยอมรับว่าตลอดเส้นทางการเมือง‘หลายปี’ ที่ผ่านมา แต่ละสีล้วน ‘มีแผล’ ทั้งชนิด แผลเก่าแผลใหม่ทั้งสิ้น หรือพูดอีกอย่างก็คือต่างก็มี ‘มีดปักหลัง’ กันสีละหลายๆเล่ม
สีแดงพรรคเพื่อไทย มีดเล่มใหญ่สุดที่ปักอยู่ คือกรณี ‘ชั้น14’ ของผู้นำทางจิตวิญญาณ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจริงๆ ก็มีรัฐมนตรีในรัฐบาลบางคน มีโอกาสจะโดนด้วย ขณะที่อดีตนายกฯแพทองธาร ก็มีตามมาเป็นพรวนจากการทำหน้าที่ ทั้งกรณีตั๋วPN ทั้งกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ หรือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ‘คนแดนไกลฝ่ายหญิง’ ก็ยังมี ‘จำนำข้าว’ ที่ต้องชดเชย
นี่ยังไม่นับความเสื่อมศรัทธาจาก ‘คลิปลุงหลาน’ ที่ทำลายความนิยมทางการเมืองแบบ ‘หมดหน้าตัก’ แต่ละเล่มแต่ละดอก สาหัสยิ่งนัก

สีส้มพรรคประชาชน มีดปักหลังเล่มใหญ่คือคดีที่เป็นผลมาจากนโยบาย ยกเลิกแก้ไขม.112 ที่แม้การยุบพรรคก้าวไกลจบไปแล้ว แต่ก็โดนร้อง ‘จริยธรรม’ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการ ป.ป.ช ที่จนป่านนี้ยังไม่มีข้อสรุปออกมา โดยที่ ‘คำตอบสุดท้าย’ จะอยู่ที่ศาลฎีกาที่จะตัดสิน โทษแรงถึงขั้นห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต ลา ‘โรงละครการเมือง’ กันเลยทีเดียว
คดีนี้มี 25 สส.พรรคประชาชนในปัจจุบันเกี่ยวข้อง แต่ละคนล้วนเป็น ‘ตัวจี๊ด’ และเป็น ‘เสาหลัก’ของพรรคทั้งนั้น จะจบในชั้น ป.ป.ช หรือจะไปจบชั้นศาลฎีกานั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่จะเกิดผลออกมาช่วง 4 เดือนรัฐบาลอนุทิน หรือช่วงรณรงค์เลือกตั้ง หรือช่วงตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละช่วง ล้วน ‘เกิดแรงกระเพื่อม’ ทั้งสิ้น
ส่วนสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย แผลใหม่หมาดๆก็คดี ‘ฮั้วเลือกตั้งสว.’ หรือแผลเก่าที่เรื้อรังมานานอย่างคดี ‘เขากระโดง’ แม้ทั้งสองคดีจะมี ‘ขั้นตอน’ กันอีกนานพอสมควร แต่คดีทั้งสองนี้ จะเป็นหนามที่ ‘ทิ่มแทงทิ่มตำ’ พรรคภูมิใจไทยไปตลอด
ขณะที่ตัวหัวหน้าพรรค นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อนุทิน ชาญวีรกูล นั้นก็มี กรณีที่ดิน ‘สนามกอล์ฟแรนโชชาญวีร์’ ที่แม้จะเป็นของตระกูล แต่ในทางการเมืองก็ยากที่จะปัดความรับผิดชอบได้
‘นักรบย่อมมีบาดแผล’ ในทางการเมืองก็มีด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่ต้องดูคือ แต่ละแผล ‘สาหัสสากรรจ์เลือดสาด’ ขนาดไหน เสียแขนเสียขาเสียรังวัดทางการเมือง เสียศรัทธาก็ว่ากันไป
ถ้าสังคมให้อภัยก็โชคดีได้กลับมา แต่ถ้า ‘ผลลัพธ์’ออกมาแบบ ‘เสียชีวิตคาที่’ ในทางการเมือง
ก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากบายบ๊าย ‘โบกมือลา’ สถานเดียว




