เรื่องมันมีอยู่ว่า จาก‘ลานวัด’ถึง‘กรมปทุมวัน’ ปฏิบัติการณ์ ‘บิ๊กเต่า’เขย่าโผ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผู้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ

28 ส.ค. 2568 - 06:45

  • ‘บิ๊กเต่า’ กำลังกวาดล้างวงการสงฆ์จนได้ชื่อว่ามือกวาดลานวัด

  • ส่วนการขยับตำแหน่งในวงการสีกากี ต้องดูอานิสงส์จากการปราบพระ มีแรงส่งหรือไม่

  • การแย่งชิงบริษัทดุสิตธานี ไม่ได้ทำให้พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สะเทือน แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม

เรื่องมันมีอยู่ว่า จาก‘ลานวัด’ถึง‘กรมปทุมวัน’ ปฏิบัติการณ์ ‘บิ๊กเต่า’เขย่าโผ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค   ผู้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ

เรื่องมันมีอยู่   บิ๊กเต่าหรือ พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาหลายเหตุการณ์ ขัดแย้งคนในสายงานเดียวกันจนต้องมีการสั่งสงบศึก แต่รอบใหม่มาทำเรื่องวงการสงฆ์ พระผู้ใหญ่ถูกเขาจับสึกมาหลายรูปแล้ว อานิสงส์ครั้งนี้ อาจช่วยให้สมหวัง <>  การแย่งชิงโรงแรมดุสิตธานีของ 3 พี่น้อง ไม่ได้สร้างแรงสะเทือนให้กับรัฐมนตรีพลังงานพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  แม้ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องคู่สมรสก็ตาม <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

จาก‘ลานวัด’ถึง‘กรมปทุมวัน’

ปฏิบัติการณ์ ‘บิ๊กเต่า’เขย่าโผ

‘ผมทำงานและเห็นการเปลี่ยนแปลงมาหลายองค์กร แต่หันมาดูองค์กรของเราเองมันไม่เปลี่ยน ผมก็อยากให้มันเปลี่ยน ผมไม่ได้ไม่เป็นไร จำคำพูดไว้ ถ้าเขาพิจารณาแล้วผมไม่ได้ และมีคนมีความสามารถเหนือผมได้ไปยินดีด้วย พูดไว้ตรงนี้ไม่งอแง นี่เป็นหนังสือร้องเรียนฉบับแรกในชีวิต’

‘บิ๊กเต่า’ พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือ ก.ตร.

ตามคิวโผโยกย้ายประจำปีของ ‘บิ๊กสีกากี’  ปีนี้จะเกิดในวันที่ 28 สิงหาคม มี 2 รองผบ.ตร.,7 ผช.ผบ.ตร., 16 ผบช., 40 รองผบช.และ71 ผบก.ให้ชิงชัยกับฝุ่นตลบ

พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  หวังว่าอานิสงส์ในการกวาดลานวัด ทำความสะอาดวงการสงฆ์ จะส่งให้เขาสมหวังในหน้าที่การงาน
พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หวังว่าอานิสงส์ในการกวาดลานวัด ทำความสะอาดวงการสงฆ์ จะส่งให้เขาสมหวังในหน้าที่การงาน

นับตั้งแต่เสียงเรียกร้อง ‘ปฏิรูปตำรวจ’ เมื่อครั้งหลัง คสช.ยึดอำนาจใหม่ ดูจะเป็นความหวังที่จะเป็นจริงขึ้น แต่สุดท้ายก็ได้มาแบบ ‘ไม่ตรงปก’ ซักเท่าไหร่

วงการสีกากีเข้าสู่ยค ‘เสื่อมศรัทธา’ ถึงขีดสุดอีกครั้ง จากเหตุการณ์ ‘2 บิ๊ก’ แย่งกันใหญ่ บานปลายไกลไปถึงกระบวนการ ‘พนันออนไลน์’ ที่มีเงินหมุนหลายๆหมื่นล้านบาทเข้ามาเกี่ยวข้อง

คนหนึ่งโบกมือเพราะเกษียณ

ขณะที่อีกคนต้องพ้นจากเส้นทางราชการ เพราะ ‘ดี เด่น ดัง’ ที่สร้างสมมาถูกสีกากีด้วยกันกระชากหน้ากาก

หลังกำนันดังนครปฐมยิงตำรวจอย่างอุกอาจ ชื่อ ‘บิ๊กเต่า’ ก็ฉายแววความดังออกมา จนร้อนแรงที่สุดคือ ปรากฎการณ์ ‘เต่ากินโจ๊ก’

‘บิ๊กเต่า’ หรือ พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว เป็นคน จ.สุพรรณบุรี เกิดปี 2511 จบเตรียมทหารรุ่น 29 จบนายร้อยตำรวจรุ่น 45 ทำคดีดังมาแล้ว ‘นับไม่ถ้วน’

แต่ที่ดูจะเป็นผลงานระดับ ‘ตำนาน’ คือ ปฏิบัติการ ‘กวาดลานวัด’ ของศูนย์ป้องกันปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิฆาต ‘โล้นห่มเหลือง’ ในวงการสงฆ์โดยเฉพาะ

จากวัดไร่ขิง มาจนถึง วัดพระบาทน้ำพุ ‘บิ๊กเต่า’ เป็นข่าวใหญ่ทุกวัน ถ้า ‘สีเขียว’ มี ‘บิ๊กกุ้ง’  สีกากีก็มี ‘บิ๊กเต่า’  นี่แหละเป็น ‘จุดแข็ง’

กวาดลานวัดมาพักใหญ่ ‘บิ๊กเต่า’  ก็กลับมากวาดบ้านตัวเอง ซึ่งยากกว่า ‘จับพระ’ หลายเท่านัก

การแต่งตั้ง ระดับ ‘บิ๊กสีกากี’  ปีนี้ยังไม่เข้มข้นเท่าไหร่เพราะหัวขบวนอย่าง ผบ.ตร จะเปลี่ยนกันปี 2569 แต่ก็ใช่ว่าจะมองข้ามไปได้ ก็รู้ๆกันอยู่ว่า ‘สีกากี’ คือ 1 ในปัจจัยที่ฝ่ายการเมืองต้องการ

ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่ตำนานอยู่ตลอดไป

น้ำดียังมีอยู่ ส่วนจะพอสู้กับ ‘น้ำเสีย’  

ที่ท่วมนองอยู่ตอนนี้ได้หรือไม่นั้น บอกเลยว่าไม่ง่าย

<<<<<<>>>>>> 

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 

ผู้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ

อุตส่าห์เก็บเนื้อเก็บตัวโลว์โปรไฟล์   ไม่เข้ากระทรวง ไม่ไปพรรค ไม่ออกงาน ไม่คุยกับใคร ไม่รู้ว่าวันๆทำอะไร อยู่ที่ไหน  

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ก็ยังหนีไม่พ้น เรื่องเดิมๆ ที่เคยมีคนไปร้อง  กกต.ให้ตรวจสอบว่าคู่สมรส ‘ซุกหุ้น’  บริษัทเอกชนเกินกว่า 5 %  หรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้พีระพันธุ์ เข้าข่ายทำผิดมาตรา 187  แห่งรัฐธรรมนูญ 2560  ที่ห้ามรัฐมนตรีและคู่สมรส ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหร่อบริษัท เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด(5 %)

มีโทษถึง ‘พ้นตำแหน่ง’ รัฐมนตรีเลยทีเดียว หาก กกต.  ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลเห็นว่าทำผิด มาตรา 187  จริง

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีพลังงาน  ต้องถือว่ากรณีโรงแรมดุสิตธานี คู่สมรสมีส่วนเกี่ยวข้อง และเกี่ยวพันมาถึงตำแหน่งของเขาด้วย
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีพลังงาน ต้องถือว่ากรณีโรงแรมดุสิตธานี คู่สมรสมีส่วนเกี่ยวข้อง และเกี่ยวพันมาถึงตำแหน่งของเขาด้วย

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนสายๆของวันที่ 27  สิงหาคมที่ผ่านมา  มีการแถลงข่าว เรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของดุสิตธานี’ โดยชนินทธ์ โทณวนิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

แถลงการณ์ของชนินทธ์ มีสาระสำคัญว่า เขาถูก ‘น้องคนกลาง’ คือ สินิ เธียรประสิทธิ์ และ ‘น้องคนเล็ก’  คือ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเป็นภรรยาตามกฎหมายของพีระพันธุ์ รวมหัวกันถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรรมการบริษัท ชนัตถ์และลูก  ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดุสิตธานี

นอกจากนี้  น้องทั้งสองยังพยายามใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ‘ไม่รับรอง’ งบการเงินของบริษัท ดุสิตธานี   บีบให้ชนินทธ์พ้นจากกรรมการ บริษัทดุสิตธานี และเอาคนนอกเข้ามาเป็นกรรมการแทน

เรื่องที่ชนินทธ์แถลงข่าว   แม้จะไม่เกี่ยวกับพีระพันธุ์โดยตรง แต่เกี่ยวกับคู่สมรสของพีระพันธุ์ หรือ ‘น้องคนเล็ก’  และเป็นหลักฐานแสดงว่า คู่สมรสของพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ชนัตถ์และลูก ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งพีระพันธุ์เป็นรัฐมนตรีอยู่แล้ว

สอดคล้องกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด ส่งจดหมายถึงนางสุนงค์ แจ้งว่าการโอนหุ้น บริษัท ชนัตถ์และลูก จำนวน 21.68 % ของสุนงค์ไปยังเอ็มเอฟซีเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ‘ไม่สำเร็จ’

เพราะข้อบังคับบริษัท ชนัตถ์และลูก ห้ามโอนหุ้นให้บุคคลภายนอก  ยกเว้นโอนให้ผู้ถือหุ้นเดิม หรือทายาท  จึงทำให้นางสุนงค์ ‘ยังคงถือหุ้น’ ในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำนวน 21.68 %  ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 187 ที่บัญญัติว่า รัฐมนตรีและคุ่สมรสต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทใดๆ เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์

เรื่องนี้  แม้จะไม่ทำให้พีระพันธุ์ ‘พ้น’ จากตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะไม่มีใครสนใจ  กกต. รับเรื่องแล้วก็ไม่ทำอะไร   

พรรคเพื่อไทยก็ถือว่าพรรคใครพรรคมัน  ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย   ลำพังนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร   ก็เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว

พีระพันธุ์เลยกลายเป็น ผู้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ

แต่ก็เป็นเหมือน ‘ชนักปักหลัง’  พีระพันธุ์  ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งเจ็บ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์