Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้ วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์การเมืองประเด็นสำคัญ “Solar-EV-AI” 3 รหัสกดเงินกู้ 2 แสนล้าน?

27 ส.ค. 2569 - 19:30

  • สภาผู้แทนราษฎรมีมติ 285 ต่อ 141 เสียงเห็นชอบอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท

  • ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตการแบ่งใช้เงินกู้จำนวน 200,000 ล้านบาท เพื่อมุ่งเน้นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและพลังงานสะอาด

  • หวั่นกรอบการทำงานในลักษณะกระจัดกระจาย อาจกลายเป็นการแจกจ่ายงบประมาณให้แต่ละหน่วยงานโดยขาดแผนที่นำทาง ลดภาระค่าไฟไม่ได้จริง

Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้ วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์การเมืองประเด็นสำคัญ “Solar-EV-AI” 3 รหัสกดเงินกู้ 2 แสนล้าน?

รายการ Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้วันที่ 27 สิงหาคม 2569 วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์การเมืองในประเด็นสำคัญ “Solar-EV-AI” 3 รหัสกดเงินกู้ 2 แสนล้าน?

“Solar-EV-AI” คือ 3 รหัสสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงานเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกรอบการแบ่งใช้เงินกู้จำนวน 200,000 ล้านบาท เพื่อมุ่งเน้นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและพลังงานสะอาด

ถอดรหัส 3 แกนหลักเงินกู้  2 แสนล้าน

รายการ Deep SPACE ชี้ว่า การตั้งงบประมาณก้อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศไทย ประกอบด้วย

  • Solar (พลังงานแสงอาทิตย์) มุ่งเน้นการสนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์ เช่น โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนและหน่วยงานรัฐ รวมถึงระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการเกษตรเพื่อลดต้นทุนระยะยาว
  • EV (ยานยนต์ไฟฟ้า) จัดสรรงบประมาณเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะเป็นไฟฟ้า เช่น รถเมล์ไฟฟ้า รถพยาบาลฉุกเฉิน EV ของท้องถิ่น และการสร้างเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า
  • AI (ปัญญาประดิษฐ์และโครงข่ายอัจฉริยะ) การนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการวิเคราะห์การใช้พลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดสรรไฟฟ้ารองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

ประเด็นความท้าทายและข้อสังเกตที่ต้องติดตาม

รายการ Deep SPACE ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินกู้  200,000 ล้านบาทนี้ มีประเด็นความท้าทายที่ต้องติดตาม แม้ว่าทางรัฐบาล โดยรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าการใช้เงินกู้ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน โปร่งใส และไม่เป็นการ “กู้เงินมากองไว้” แต่ในแง่การดำเนินงานยังคงมีข้อจำกัดและแรงกดดันจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในประเด็นความพร้อมของอุตสาหกรรมซึ่งภาคเอกชนแสดงความกังวลว่ากำลังการผลิตและจำนวนผู้ติดตั้งโซลาร์ในประเทศอาจไม่เพียงพอต่อการเร่งรัดโครงการตามเป้าหมาย

ขณะเดียวกันยังมีข้อโจมตีจากฝ่ายค้าน ที่มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้แทนราษฎรฝั่งฝ่ายค้านถึงกรอบการทำงานในลักษณะกระจัดกระจาย ที่อาจกลายเป็นการแจกจ่ายงบประมาณให้แต่ละหน่วยงานโดยขาดแผนที่นำทาง (โรดแมป) ที่ลดภาระค่าไฟได้จริง

การอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท (26 ส.ค.2569)

สำหรับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท สภาผู้แทนราษฎรมีมติ เห็นชอบอนุมัติ ด้วยคะแนนเสียง 285 ต่อ 141 เสียง (งดออกเสียง 52 เสียง) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยใช้เวลาอภิปรายอย่างเข้มข้นยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง

โดยโครงสร้างของวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

·      ส่วนที่ 1 (200,000 ล้านบาท): สำหรับการเยียวยาและช่วยเหลือประชาชน ลดภาระค่าครองชีพและราคาพลังงานในระยะสั้น

·      ส่วนที่ 2 (200,000 ล้านบาท): สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด

ในการอภิปรายครั้งนี้มีประเด็นสำคัญและมุมมองจากฝ่ายต่างๆ โดยสรุปรายละเอียดดังนี้

“รัฐบาล” ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนเพื่ออนาคตเศรษฐกิจ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยกวิกฤตภายนอกประเทศ ชี้แจงว่าไทยเผชิญความผันผวนจากวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบและพลังงานที่ไทยต้องพึ่งพาจากต่างประเทศสูงถึง 80% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพประชาชน

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงความจำเป็นด้านโครงสร้าง โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ว่าเหมือน “หลังคารั่ว” การเร่งซ่อมแซมและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดดีกว่าการคอยหาถังมารองน้ำ เพื่อรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศกับตลาดโลก

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาความโปร่งใส โดยยืนยันกู้เงินดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.2% และมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการตามกฎหมาย เพื่อควบคุมการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ไม่ปล่อยให้มีการรั่วไหล หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใด

“ฝ่ายค้าน” ตั้งคำถามความเร่งด่วนและช่องโหว่ตรวจสอบ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน และ ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตการกู้เงินครั้งนี้ “ขัดหลักรัฐธรรมนูญ” โดยตั้งคำถามว่า เงินก้อนที่สอง (2 แสนล้านบาท) ที่ใช้อ้างเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะยาวนั้น เข้าข่าย “ความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ทำไมไม่ตราเป็น พ.ร.บ. งบประมาณปกติเพื่อให้สภาตรวจสอบได้ถี่ถ้วนกว่า

โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายว่าเป็นการมัดมือชกและขาดรายละเอียด เพราะเป็นการมัดรวมเงินเยียวยาประชาชนเข้ากับงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยังไม่มีแผนงาน ตัวชี้วัด หรือรายละเอียดโครงการที่ชัดเจน ทำให้สภาจำเป็นต้องโหวตผ่านหรือตกไปพร้อมกันทั้งสองส่วน

ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายแสดงความกังวลความเสี่ยงทางวินัยการคลัง โดยระบุว่า การกู้เงินนอกระบบงบประมาณจำนวนมากเช่นนี้ เสี่ยงที่จะดันเพดานหนี้สาธารณะของประเทศให้พุ่งสูงจนชนเพดานที่ 70% ของ GDP

พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้กำหนดให้กระทรวงการคลังต้องดำเนินการลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยหลังจากผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาต่อไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย

ติดตามรายการ Deep SPACE ได้ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-14.00 น. พร้อมข้อมูลใหม่ ทุกแวดวงข่าวสารรอบตัว ลึกกว่าที่รู้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์