สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตรัง 4 สมัย เปิดเผยว่า วันนี้ เมื่อเวลา 15.30 น. ได้เดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้น วันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.) จะเดินทางไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจดังกล่าว เพราะต้องการความชัดเจนทางการเมืองให้กับตัวเอง ก่อนที่จะมีการยุบสภาฯ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
“ที่ผ่านมา ผมทำตัวเป็นเด็กดีของพรรคมาตลอด ไม่เคยสร้างปัญหาให้หนักใจ มีแต่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนและพรรค แต่เมื่อไม่เห็นความดี และไม่มีพื้นที่ให้ยืน ก็ต้องไปหาพื้นที่เพื่อต่อสู้เลือกตั้งก็เท่านั้น” สมบูรณ์ ระบุ
สมบูรณ์ กล่าวว่า ก่อนที่ตนจะตัดสินใจ ได้แจ้งกับ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ กิจ หลีกภัย อดีตนายกองค์การบริหารจังหวัดตรัง ในฐานะที่เคารพรักและถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมือง เพราะชักนำเข้าสู่การเมือง ซึ่งทั้งสองท่านก็เข้าใจถึงเหตุผลที่ตนต้องไปอยู่พรรคอื่น โดยทางประธานสภาฯ ยังได้โทรศัพท์มาคุยกับตน ระหว่างที่เดินทางไปยื่นใลาออกกับ กกต. ว่าเห็นใจมากเพราะไม่มีที่ให้ยืนจริงๆ และยังมีเวลาในการสมัครสมาชิกพรรค แต่ตนได้เรียนว่าต้องการทำงานทางการเมืองให้ชัดเจน แต่ก็ยังจะทำงานในตำแหน่งเลขานุการประธานสภาฯต่อไป เพราะคนละส่วนกัน
สมบูรณ์ ยืนยันด้วยว่า ได้รับการติดต่อพูดคุยกับ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดย ไตรรงค์ ก็เข้าใจถึงปัญหาความอึดอัดที่ตนได้รับจากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน พีระพันธุ์ ก็ยินดีต้อนรับเข้าพรรคฯ แต่อยากให้ตนตัดสินใจให้ชัดเจน เพราะเวลาเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว จะได้วางแผนทางการเมืองได้ถูก
“ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมรู้เสียใจจนต้องหลั่งน้ำตา เพราะผูกพันกับพรรคมานาน แม้จะออกไปแล้ว แต่ก็ยังรักและรู้สึกดีกับหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์อยู่ และไม่ติดที่จะเผาบ้านเก่า ยอมรับว่าออกไปแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่มีความสุขขึ้น เพราะเขาให้เกียรติเรามากกว่า และต้องการที่จะพิสูจน์ให้ผู้นำพรรคเห็นว่า ผลโพลที่บอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าผมจะได้แค่ 20% นั้น พอถึงเวลาแล้วจะเป็นอย่างไรก็ยอมรับ แต่ถ้าได้มากกว่า ก็ถือเป็นการยืนยันว่าผมทำได้จริง” สมบูรณ์ กล่าว
ด้าน ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า การลาออกของ สมบูรณ์ ไม่ถือว่าเป็นปัญหาเลือดไหล แต่เพราะด้วยเหตุผลไม่มีพื้นที่ยืนจริงๆ เนื่องจากผู้บริหารพรรคตัดสินใจให้คนอื่นลงสมัคร ส.ส.ในเขต 4 จ.ตรัง แทนเจ้าตัวแล้ว จึงเป็นธรรมดาของนักการเมืองที่ต้องไปสังกัดพรรคอื่น เพื่อให้ตนเองได้ลงสมัคร ส.ส. ส่วนจะมีคนอื่นออกจากพรรคประชาธิปัตย์ อีกหรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะยังมีเวลาก่อนที่จะถึงกำหนดวันย้ายพรรค
“ที่ผ่านมา ผมทำตัวเป็นเด็กดีของพรรคมาตลอด ไม่เคยสร้างปัญหาให้หนักใจ มีแต่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนและพรรค แต่เมื่อไม่เห็นความดี และไม่มีพื้นที่ให้ยืน ก็ต้องไปหาพื้นที่เพื่อต่อสู้เลือกตั้งก็เท่านั้น” สมบูรณ์ ระบุ
สมบูรณ์ กล่าวว่า ก่อนที่ตนจะตัดสินใจ ได้แจ้งกับ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ กิจ หลีกภัย อดีตนายกองค์การบริหารจังหวัดตรัง ในฐานะที่เคารพรักและถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมือง เพราะชักนำเข้าสู่การเมือง ซึ่งทั้งสองท่านก็เข้าใจถึงเหตุผลที่ตนต้องไปอยู่พรรคอื่น โดยทางประธานสภาฯ ยังได้โทรศัพท์มาคุยกับตน ระหว่างที่เดินทางไปยื่นใลาออกกับ กกต. ว่าเห็นใจมากเพราะไม่มีที่ให้ยืนจริงๆ และยังมีเวลาในการสมัครสมาชิกพรรค แต่ตนได้เรียนว่าต้องการทำงานทางการเมืองให้ชัดเจน แต่ก็ยังจะทำงานในตำแหน่งเลขานุการประธานสภาฯต่อไป เพราะคนละส่วนกัน
สมบูรณ์ ยืนยันด้วยว่า ได้รับการติดต่อพูดคุยกับ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดย ไตรรงค์ ก็เข้าใจถึงปัญหาความอึดอัดที่ตนได้รับจากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน พีระพันธุ์ ก็ยินดีต้อนรับเข้าพรรคฯ แต่อยากให้ตนตัดสินใจให้ชัดเจน เพราะเวลาเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว จะได้วางแผนทางการเมืองได้ถูก
“ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมรู้เสียใจจนต้องหลั่งน้ำตา เพราะผูกพันกับพรรคมานาน แม้จะออกไปแล้ว แต่ก็ยังรักและรู้สึกดีกับหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์อยู่ และไม่ติดที่จะเผาบ้านเก่า ยอมรับว่าออกไปแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่มีความสุขขึ้น เพราะเขาให้เกียรติเรามากกว่า และต้องการที่จะพิสูจน์ให้ผู้นำพรรคเห็นว่า ผลโพลที่บอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าผมจะได้แค่ 20% นั้น พอถึงเวลาแล้วจะเป็นอย่างไรก็ยอมรับ แต่ถ้าได้มากกว่า ก็ถือเป็นการยืนยันว่าผมทำได้จริง” สมบูรณ์ กล่าว
ด้าน ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า การลาออกของ สมบูรณ์ ไม่ถือว่าเป็นปัญหาเลือดไหล แต่เพราะด้วยเหตุผลไม่มีพื้นที่ยืนจริงๆ เนื่องจากผู้บริหารพรรคตัดสินใจให้คนอื่นลงสมัคร ส.ส.ในเขต 4 จ.ตรัง แทนเจ้าตัวแล้ว จึงเป็นธรรมดาของนักการเมืองที่ต้องไปสังกัดพรรคอื่น เพื่อให้ตนเองได้ลงสมัคร ส.ส. ส่วนจะมีคนอื่นออกจากพรรคประชาธิปัตย์ อีกหรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะยังมีเวลาก่อนที่จะถึงกำหนดวันย้ายพรรค



