สมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงพรรคการเมืองที่ยื่นกับ กกต. เพื่อชี้แจงข้อมูลรายละเอียดนโยบายของพรรคที่มีการใช้จ่ายเงินตามกฎหมาย ว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 57 ได้กำหนดไว้ว่า พรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากนั้นจำเป็นจะต้องระบุถึงจำนวนเงินงบประมาณ ที่มางบประมาณ รวมถึงวิเคราะห์ความคุ้มค่าและประโยชน์ วิเคราะห์ถึงผลกระทบและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
“ทาง กกต. เองได้ส่งจดหมายถึงทุกพรรคการเมือง 70 พรรค โดยจดหมายลงวันที่ 10 เมษายน 2566 ที่ขอให้ทุกพรรคส่งกลับมายัง กกต. ในวันที่ 18 เมษายน 2566 ซึ่งเข้าใจว่าวันนี้น่าจะส่งกันครบแล้ว โดยในกฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษว่าถ้าพรรคการเมืองใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ กกต. จะมีการลงโทษปรับ 500,000 บาท และปรับรายวัน วันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง
ดังนั้นสิ่งที่ กกต.ต้องดำเนินการ อย่าทำเป็นเพียงแค่คนซึ่งมีหน้าที่เช็คชื่อว่าส่งแล้วและครบไม่ครบเท่านั้น แต่จะต้องดำเนินการในเชิงมาตรการทางกฎหมายด้วย ซึ่งในการประชุมของ กกต. วันที่ 25 เมษายน นี้ท่านจะต้องนำรายชื่อพรรคการเมืองที่ไม่ส่งรายละเอียดต่างๆ มาเข้าสู่ที่ประชุม และมีมติในการปรับ 500,000 บาท และทราบว่า กกต.จะนำข้อมูลทั้งหมดเปิดเผยในเว็บไซต์ของ กกต. ในวันที่ 21 เมษายน อันนี้ผมมองว่าเป็นการผลักภาระไปยังประชาชนที่จะให้เป็นฝ่ายตรวจสอบเอง” สมชัย กล่าว
สมชัย กล่าวอีกว่า ตนมองว่า กกต. เองควรต้องวิเคราะห์เองด้วยว่านโยบายอะไรที่เข้าข่ายของการหลอกลวง เพราะ กกต. นั้นมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม มาตรา 73 (5) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ระบุชัดเจนว่า ถ้ามีการหาเสียงโดยการหลอกลวงให้สำคัญผิดในนโยบายก็ถือว่าเป็นความผิด ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้อง เพราะเหตุของการทำผิดนั้นอาจจะเป็นความปรากฏต่อ กกต. เองได้
“ฉะนั้นเมื่อทั้ง 70 พรรคส่งคำชี้แจงมายัง กกต. แล้วถือเป็นความปรากฏ กกต. สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่านโยบายใดเป็นนโยบายที่หลอกลวง และต้องมีการตักเตือน หรือยกเลิกไม่ให้ใช้นโยบายดังกล่าวต่อสาธารณะ ซึ่งถ้ากกต. ไม่ปฏิบัติกับเรื่องดังกล่าวนั้นผมก็ถือว่า กกต. ละเว้นเช่นเดียวกัน” อดีต กกต.สมชัย กล่าว
“ทาง กกต. เองได้ส่งจดหมายถึงทุกพรรคการเมือง 70 พรรค โดยจดหมายลงวันที่ 10 เมษายน 2566 ที่ขอให้ทุกพรรคส่งกลับมายัง กกต. ในวันที่ 18 เมษายน 2566 ซึ่งเข้าใจว่าวันนี้น่าจะส่งกันครบแล้ว โดยในกฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษว่าถ้าพรรคการเมืองใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ กกต. จะมีการลงโทษปรับ 500,000 บาท และปรับรายวัน วันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง
ดังนั้นสิ่งที่ กกต.ต้องดำเนินการ อย่าทำเป็นเพียงแค่คนซึ่งมีหน้าที่เช็คชื่อว่าส่งแล้วและครบไม่ครบเท่านั้น แต่จะต้องดำเนินการในเชิงมาตรการทางกฎหมายด้วย ซึ่งในการประชุมของ กกต. วันที่ 25 เมษายน นี้ท่านจะต้องนำรายชื่อพรรคการเมืองที่ไม่ส่งรายละเอียดต่างๆ มาเข้าสู่ที่ประชุม และมีมติในการปรับ 500,000 บาท และทราบว่า กกต.จะนำข้อมูลทั้งหมดเปิดเผยในเว็บไซต์ของ กกต. ในวันที่ 21 เมษายน อันนี้ผมมองว่าเป็นการผลักภาระไปยังประชาชนที่จะให้เป็นฝ่ายตรวจสอบเอง” สมชัย กล่าว
สมชัย กล่าวอีกว่า ตนมองว่า กกต. เองควรต้องวิเคราะห์เองด้วยว่านโยบายอะไรที่เข้าข่ายของการหลอกลวง เพราะ กกต. นั้นมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม มาตรา 73 (5) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ระบุชัดเจนว่า ถ้ามีการหาเสียงโดยการหลอกลวงให้สำคัญผิดในนโยบายก็ถือว่าเป็นความผิด ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้อง เพราะเหตุของการทำผิดนั้นอาจจะเป็นความปรากฏต่อ กกต. เองได้
“ฉะนั้นเมื่อทั้ง 70 พรรคส่งคำชี้แจงมายัง กกต. แล้วถือเป็นความปรากฏ กกต. สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่านโยบายใดเป็นนโยบายที่หลอกลวง และต้องมีการตักเตือน หรือยกเลิกไม่ให้ใช้นโยบายดังกล่าวต่อสาธารณะ ซึ่งถ้ากกต. ไม่ปฏิบัติกับเรื่องดังกล่าวนั้นผมก็ถือว่า กกต. ละเว้นเช่นเดียวกัน” อดีต กกต.สมชัย กล่าว




