สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาญัตติการพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบผลการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรในญัตติขอให้สภาฯ มีมติส่งเรื่องที่มีเหตุสมควรจะให้มีการออกเสียงประชามติให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการ กล่าวถึงรายงานดังกล่าวที่วุฒิสภาจะพิจารณาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ ว่า เป็นเรื่องที่ได้ทำการศึกษาอย่างรอบด้าน เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งผู้เสนอญัตติมาให้ข้อมูลอย่างรอบด้านและละเอียด ทำตรงไปตรงมาโดยมีหลักวิชาการอ้างอิง ไม่มีอคติ
รวมทั้งนำข้อมูลและที่มาของรัฐธรรมนูญมี 2540 ปี 2550 และปี 2560 มาศึกษาชัดเจนว่า กว่าจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อปี 2540 ต้องใช้เวลาศึกษาถึง 2 ปี และ ส.ส.ร. ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่มาจากการเลือกกันเอง
ดังนั้น หากจะมีร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในรายงานไม่ได้ขัดข้อง แต่ที่เสนอมาบอกทำประชามติให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย ส.ส.ร. แต่ไม่มีกรอบที่มาของ ส.ส.ร. จึงยังอ่อนและไม่ชัดเจน ซึ่งหากจะทำจริงต้องทำความเข้าใจ และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจก่อนลงประชามติว่า จะมี ส.ส.ร. และกรอบการดำเนินการอย่างไร
ส.ว.สมชาย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขได้โดยรัฐสภา แต่หากยกร่างใหม่ เท่ากับเป็นการยกเลิกมาตราที่บัญญัติไว้ว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ และหากจะแก้โดยถามประชามติ ก็จะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้งซึ่งไม่ได้ประหยัดงบประมาณ
อย่างที่หลายคนได้พูดไว้ เพราะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ. ประชามติ ไม่ตรงกัน แม้กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันเดียวกับวันทำประชามติก็ต้องแยกหน่วยเลือกตั้งให้ชัดเจน เป็น 2 เต็นท์ เจ้าหน้าที่ต้องใช้ 2 ชุด แยกกัน จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 95,000 หน่วย ก็ต้องเพิ่มเท่าตัว
ถ้าในการเลือกตั้งใช้งบ 4,500 ล้านบาท ต้องเสียงบทำประชามติ 3,500 ล้านบาท และต้องทำ 3 ครั้งใช้งบประมาณ 11,000-12,000 ล้านบาท โดยจะต้องถามครั้งแรกว่า จะให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 2 ต้องแก้มาตรา 256 รูปแบบ ส.ส.ร. จะเป็นอย่างไร และเมื่อยกร่างเสร็จแล้ว ก็ต้องถามประชาชนอีกครั้ง ว่าเห็นชอบหรือไม่
ส.ว.สมชาย กล่าวต่อว่า รายงานของกรรมาธิการฯ ไม่ได้ปิดประตู ไม่ได้ห้ามให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และถือเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยในการพิจารณาวันพรุ่งนี้ (21 กุมภาพันธ์ 66) อยู่ที่ ส.ว. แต่ละคนจะตัดสินใจ ซึ่งเมื่อสอบถาม ส.ว. เบื้องต้นพบมีความเห็น 2 แนวทาง ส่วนหนึ่งอยากให้ส่งให้ ครม. ไปพิจารณา แต่บางส่วน ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามหาก ส.ว. มีมติส่งให้ ครม. ก็ขึ้นอยู่ที่ ครม. ว่าจะตัดสินใจในการดำเนินการอย่างไร จะทำหรือไม่ก็ได้ เพราะเป็นเพียงรายงานของคณะกรรมาธิการฯ
ส่วนกรณีที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติมองว่า ส.ว. ตั้งธงล่วงหน้า นั้น ส.ว.สมชาย กล่าวว่า “ยืนยันไม่ได้ตั้งธงตีตก เพราะถ้ามีธงจริงก็ตีตกตั้งแต่วาระแรกแล้ว ไม่เสียเวลามาพิจารณา แต่ตั้งใจว่าต้องการให้เป็นการบันทึกทั้งงานวิชาการ และกฎหมาย ต้องอ่านให้ดี ไม่มีอคติ”
รวมทั้งนำข้อมูลและที่มาของรัฐธรรมนูญมี 2540 ปี 2550 และปี 2560 มาศึกษาชัดเจนว่า กว่าจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อปี 2540 ต้องใช้เวลาศึกษาถึง 2 ปี และ ส.ส.ร. ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่มาจากการเลือกกันเอง
ดังนั้น หากจะมีร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในรายงานไม่ได้ขัดข้อง แต่ที่เสนอมาบอกทำประชามติให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย ส.ส.ร. แต่ไม่มีกรอบที่มาของ ส.ส.ร. จึงยังอ่อนและไม่ชัดเจน ซึ่งหากจะทำจริงต้องทำความเข้าใจ และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจก่อนลงประชามติว่า จะมี ส.ส.ร. และกรอบการดำเนินการอย่างไร
ส.ว.สมชาย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขได้โดยรัฐสภา แต่หากยกร่างใหม่ เท่ากับเป็นการยกเลิกมาตราที่บัญญัติไว้ว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ และหากจะแก้โดยถามประชามติ ก็จะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้งซึ่งไม่ได้ประหยัดงบประมาณ
อย่างที่หลายคนได้พูดไว้ เพราะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ. ประชามติ ไม่ตรงกัน แม้กำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันเดียวกับวันทำประชามติก็ต้องแยกหน่วยเลือกตั้งให้ชัดเจน เป็น 2 เต็นท์ เจ้าหน้าที่ต้องใช้ 2 ชุด แยกกัน จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 95,000 หน่วย ก็ต้องเพิ่มเท่าตัว
ถ้าในการเลือกตั้งใช้งบ 4,500 ล้านบาท ต้องเสียงบทำประชามติ 3,500 ล้านบาท และต้องทำ 3 ครั้งใช้งบประมาณ 11,000-12,000 ล้านบาท โดยจะต้องถามครั้งแรกว่า จะให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 2 ต้องแก้มาตรา 256 รูปแบบ ส.ส.ร. จะเป็นอย่างไร และเมื่อยกร่างเสร็จแล้ว ก็ต้องถามประชาชนอีกครั้ง ว่าเห็นชอบหรือไม่
ส.ว.สมชาย กล่าวต่อว่า รายงานของกรรมาธิการฯ ไม่ได้ปิดประตู ไม่ได้ห้ามให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และถือเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยในการพิจารณาวันพรุ่งนี้ (21 กุมภาพันธ์ 66) อยู่ที่ ส.ว. แต่ละคนจะตัดสินใจ ซึ่งเมื่อสอบถาม ส.ว. เบื้องต้นพบมีความเห็น 2 แนวทาง ส่วนหนึ่งอยากให้ส่งให้ ครม. ไปพิจารณา แต่บางส่วน ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามหาก ส.ว. มีมติส่งให้ ครม. ก็ขึ้นอยู่ที่ ครม. ว่าจะตัดสินใจในการดำเนินการอย่างไร จะทำหรือไม่ก็ได้ เพราะเป็นเพียงรายงานของคณะกรรมาธิการฯ
ส่วนกรณีที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติมองว่า ส.ว. ตั้งธงล่วงหน้า นั้น ส.ว.สมชาย กล่าวว่า “ยืนยันไม่ได้ตั้งธงตีตก เพราะถ้ามีธงจริงก็ตีตกตั้งแต่วาระแรกแล้ว ไม่เสียเวลามาพิจารณา แต่ตั้งใจว่าต้องการให้เป็นการบันทึกทั้งงานวิชาการ และกฎหมาย ต้องอ่านให้ดี ไม่มีอคติ”




