สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุกับสำนักข่าวต่างประเทศ กรณีหาก ทักษิณ ชินวัตร พ้นโทษ จะให้มีบทบาทในรัฐบาลชุดนี้ โดยอาจให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ว่า ต้องดูหลักนิติธรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะการควบคุมนักโทษ จะดำเนินการอย่างไรให้เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีความน่าเชื่อถือแม้ ทักษิณ จะเคยเป็นอดีตนายกฯ มีคุณงามความดี แต่ก็มีคดีติดตัวถึง 3 คดี
ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่า เพื่อให้เกิดหลักนิติธรรม และเกิดการสร้างความปรองดองในประเทศ ควรพิจารณาเรื่องนิติธรรมควบคู่ไปกับความเหมาะสม ทักษิณ ควรเข้าสู่ระบบนิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงเปิดเผยการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ที่ยังไม่ทราบเรื่องว่าทำการรักษาอย่างไร
ซึ่งประเด็นนี้ ในวันที่ 25 ก.ย. ทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, ผู้บัญชาการเรือนจำ และ ผอ.ราชทัณฑ์สถาน ที่ดูแลอาการเจ็บป่วยของ ทักษิณ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าขั้นตอนการรักษามีมาตรฐานอย่างไร แต่คงไม่ถึงขั้นก้าวล่วงถามถึงอาการเจ็บป่วยของ ทักษิณ
“การที่นายเศรษฐา พูดถึงนายทักษิณ จะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องผ่านด่านที่ 1 คือการเข้าสู่กระบวนการรับโทษ ส่วนเกณฑ์การขอรับโทษเพิ่มเติม ผมคิดว่านายทักษิณ ได้มากพอสมควรแล้ว ในระยะเวลาที่เหลือนั้น ควรดำเนินการให้เป็นแบบอย่าง ตัวนายทักษิณเอง ก็เคยพูดเสมอว่า อยากเห็นประเทศไทยมีรัฐบุรุษในเรื่องคดีความแบบนี้ ประเทศในโลกซึ่งอดีตผู้นำหลายประเทศที่มีคดีทุจริต ก็ต่างเข้าสู่กระบวนการด้วยกันทั้งสิ้น” สมชาย กล่าว
สมชาย กล่าวอีกว่า หลักนิติธรรมที่ เศรษฐาพูด ประการแรกคือต้องทำให้ ทักษิณ อยู่ในความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา ขณะเดียวกัน หากทักษิณจะเป็นต้นแบบในการปรองดอง เห็นว่ารัฐบาลน่าจะหยุดคดีความเรื่องของความขัดแย้งในอดีตหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ในปี 2547-48 จนนำไปสู่การรัฐประหารในปี 49 ในคดีการชุมนุมของกลุ่ม นปก.และ นปช.ที่มีการบาดเจ็บล้มตาย
รวมถึงคดีปิดสนามบิน, คดีเผาศาลากลาง คดีอื่นๆ ถ้าเป็นเหตุทางการเมือง ที่ไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิต เพียงแค่มีความเสียหายด้านทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้ น่าได้รับการเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการปรองดอง ที่พิจารณาออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ให้กับกลุ่มต่างๆ ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง เว้นแต่คดีมาตรา 112 ซึ่งบุคคลที่จะได้รับอภัยโทษ อาจต้องได้รับพระมหากรุณาธิคุณเอง และต้องสำนึกผิดเอง ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่นายกฯ ควรเร่งดำเนินการ
“ถ้าเป็นไปได้ นายทักษิณควรอยู่ในเรือนจำให้ครบ 1 ปี เป็นเรื่องของการปรองดอง อภัยซึ่งกันและกัน โดยให้ทุกฝ่ายยอมรับกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม ยอมรับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ผมคิดว่าถ้าทำพร้อมกันก็เสร็จ แต่หากปล่อยนายทักษิณ ออกมาก่อน แล้วคนอื่นๆ ยังติดคดี สังคมอาจจะไม่สงบ อาจเกิดคลื่นใต้น้ำไปยังรัฐบาลเศรษฐาได้” สมชาย กล่าว
ส่วนการที่นายกรัฐมนตรี ระบุจะแต่งตั้ง ทักษิณ เป็นที่ปรึกษานายกฯ มองว่าไม่มีความจำเป็น เพราะมีอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน ที่ควรพบและขอคำปรึกษาได้ เช่น สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, อานันท์ ปันยารชุน แม้กระทั่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ให้อยู่นอกตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ดีกว่า ดังนั้น ถือว่าเร็วเกินไปที่ เศรษฐา จะมาตอบว่าจะให้ ทักษิณ มาเป็นที่ปรึกษารัฐบาล เพราะเรื่องนี้จะกระทบความเชื่อมั่น กระทบเรื่องกระบวนการยุติธรรม ความศรัทธาต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าไปตั้งเลย ขอคำปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการดีแล้ว
ขณะที่การทำงานของ เศรษฐา ที่ไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 78 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลายเรื่องก็ดี ไปอธิบายให้เวทีสากลทราบ อย่างเช่น คำถามเกี่ยวกับความเป็นกลางระหว่างสหรัฐกับจีน ที่เป็นขั้วขัดแย้ง เศรษฐา ก็ตอบดี แต่วันนี้ รัฐบาลของ เศรษฐา ก็ต้องเดินตามแนวเดิมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือการประสานงานทุกฝ่าย ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนการเดินทางไปแล้วให้สัมภาษณ์สื่อฯ เชื่อว่าก็คงเตรียมความพร้อมไปอยู่แล้ว ซึ่ง เศรษฐา ก็ตอบคำถามได้ดี
“บางเรื่องอย่าไปใจด่วนใจเร็ว เพราะอาจจะเคยเป็นซีอีโอบริษัท ที่สั่งแล้วต้องได้ทุกอย่าง บางเรื่องต้องฟังเสียงติติงก่อนแล้วค่อยพิจารณา อาจจะช้าไปนิดนึง แต่เพื่อให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนกว่า วันนี้วิกฤตเศรษฐกิจมีอยู่ทั่วโลก ถ้าประเทศไทยประคองไปได้ถือว่าดีมาก คิดว่ารัฐบาลของนายเศรษฐา ได้ผลพวง 8-9 ปี จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่วางโครงสร้างพื้นฐานไว้ ขอให้รีบต่อยอด เดินหน้าประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาได้ มีความโปร่งใสซื่อสัตย์สุจริตจะดีกว่า” สมชาย กล่าว




