‘สมชาย’ ข้องใจปมคุณสมบัติ ‘เศรษฐา’ ลั่นผู้นำต้องไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง

21 ส.ค. 2566 - 14:48

  • ‘สมชาย’ ข้องใจปมคุณสมบัติ ‘เศรษฐา’ แนะแจงสังคมถอนพิษครหารุนแรง

  • หวั่นอนาคตเจอนายกฯ ฉ้อราษฎร์บังหลวง

  • เตือนวาระแห่งชาติ ‘ทำประชามติรื้อแก้รัฐธรรมนูญใหม่’ ไร้กรอบ สุดอันตราย พาชาติขัดแย้ง

  • แจง ‘ทักษิณ’ กลับบ้านวันโหวต ไม่เกี่ยวนัยยะการเมือง ชี้เป็นเรื่องการยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

Somchai_questioned_the_attributes_of_Seththa_SPACEBAR_Hero_f4a09e9e65.jpeg
สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 22 ส.ค. ว่า ต้องรอความชัดเจนจากพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคร่วมฯ ก่อนว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเหมาะสมหรือไม่ ส่วนที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุยืนยันจะเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย หากเป็นตามนี้ ก็จะพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88, 89, 160  

“ควรให้นายเศรษฐา มาชี้แจงตอบข้อซักถามสื่อมวลชนด้วย เพราะข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถือว่าแรง เราก็รับฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่มันจำเป็นต้องอธิบายว่าอะไรคือคุณสมบัติ เพราะวันหน้าอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตได้ ส่วนตัวตนยึด 4 หลัก 1. ซื่อสัตย์สุจริต 2. มีวิสัยทัศน์ 3. รอบรู้ และ 4. สร้างแรงบันดาลใจ ถ้าตกข้อใดข้อหนึ่ง ตนก็ไม่โหวตให้ แต่ถ้าตอบได้ว่าเรื่องที่นายชูวิทย์ ไปกล่าวหาว่ากรณีบริษัทนอมินี โดยเฉพาะประเด็นที่เชื่อมโยง รปภ. หรือแม่บ้าน หรือการทำอีไอเอต่างๆ รวมถึงภาษีที่ดิน ก็ยังไม่เห็นคำอธิบายที่ชัดเจน มันกระทบไปถึงการที่ผู้นำต้องไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าชี้แจงได้ สว.ก็ผ่าน ชี้แจงไม่ได้ สว.ก็ไม่ผ่าน” สมชาย ระบุ  

สมชาย กล่าวต่อไปว่า อีกเรื่องที่ประชาชนควรรู้ คือนโยบายร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลของแต่ละพรรค เพราะก่อนที่จะสลายขั้ว แต่ละพรรคมีนโยบายทั้งประชานิยม เศรษฐกิจ สังคม ไปคนละแบบ จะมาปรับจูนหลอมหลวมเพื่อสลายขั้วเพื่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างไร หรือเดินหน้าประเทศอย่างไร ส่วนข้อกังวลการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พรคคร่วมจัดตั้งรัฐบาลต้องมีคำตอบ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญเมื่อใช้มา 6 ปีแล้ว สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยไม่ต้องมาทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประหยัดงบประมาณที่การทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้เงินถึง 3,000-4,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้ ยังไม่มีกรอบว่าเป็นอย่างไร ใครจะมาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะใช่นอมินีของพรรคการเมืองหรือไม่ ผู้ทรงคุณวุฒิจะเป็นบุคคลที่เสนอในสิ่งสุดโต่งไปกระทบหมวด 1-2 หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้น ไปต่อไม่ได้ ประเทศขัดแย้ง  

“ผมขอเสนอว่าถ้าอยากให้การโหวตผ่านโดยการเห็นชอบ ไม่จำเป็นต้องไปแถลงว่าเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ โดยไม่มีกรอบ อันตรายมาก มาตราต่างๆ ที่เขียนไว้อย่างไรจะถูกยกเลิกหมด แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ มาตรา 112 ที่กังวลกัน เจอแค่ตัดมาตรา 6 มาตราเดียวใหญ่กว่าเป็นร้อยเท่า” สมชาย ระบุ  

ส่วนการที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับไทย ในวันเดียวกับที่มีการโหวตนายกฯ เป็นนัยยะอะไรทางการเมืองหรือไม่นั้น สมชาย ยืนยันว่าไม่มี พร้อมระบุว่าหาก ทักษิณ จะกลับบ้าน ก็กลับได้อยู่แล้ว เพราะเป็นคนไทย ซึ่งที่ผ่านมา ทักษิณ ก็ออกมาระบุว่าจะกลับบ้านหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่กลับ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร ในสภาฯ ก็ว่ากันไป การโหวตนายกฯ ไม่มีผล หาก ทักษิณ ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นการประนีประนอม เพื่อสลายขั้วอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สมชาย ยอมรับว่า มีการพูดคุยเรื่องดีลลับที่สิงคโปร์จริง 

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าแคนดิเดตนายกฯ ตัวจริง จะไม่ใช่ เศรษฐา แต่เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สมชาย กล่าวว่า เราไม่เคยปฏิเสธว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และตนไม่ได้มีปัญหากับพรรคเพื่อไทย มองว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องเสนอแคนดิเดตนายกฯ ทั้งสามคนของพรรคอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐา, แพทองธาร ชินวัตร หรือ ชัยเกษม นิติสิริ ส่วนตัวจึงมองว่า จะยังไม่ไปไกลถึงขั้นเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร แต่หากไม่เสนอแคนดิเดตฯ ของพรรคเพื่อไทย ก็จะเหมือนกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นนายกฯ 

เมื่อถามว่า หากเทียบกรณีของ เศรษฐา กับกรณีที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ฟัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหา สมชาย กล่าวว่า ไม่ก้าวล่วง หากชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา แต่ เศรษฐา ก็ควรออกมาชี้แจง เพราะ พิธา ก็เคยออกมาชี้แจงแล้วเช่นกัน แต่หาก เศรษฐา ยังไม่ชี้แจงให้ชัดเจน ในสภาฯ ก็อาจมีการอภิปรายในกรณีนี้ ซึ่งอาจเกิดความเข้าใจผิด และส่งผลต่อการโหวตไปในทางลบ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์