ไม่ลับ? วิพากษ์คดี ‘บัตรเลือกตั้ง’ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา

25 ก.ย. 2569 - 12:44

  • ‘สมชาย แสวงการ’ วิพากษ์คดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ก่อนชี้ชะตาจันทร์นี้

  • คำถามใหญ่ยังค้างอยู่ที่ “ความลับ” ของการลงคะแนน และการตรวจสอบย้อนหลัง

  • จับตา “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” กับผลสะเทือนต่อการเลือกตั้ง

ไม่ลับ? วิพากษ์คดี ‘บัตรเลือกตั้ง’ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา

บนบัตรเลือกตั้งมีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ แต่กลับพาไปสู่คำถามใหญ่ของทั้งกระบวนการเลือกตั้ง—เมื่อบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดถูกตั้งข้อสังเกตว่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เส้นแบ่งระหว่าง “ความลับ” กับ “การตรวจสอบ” อยู่ตรงไหน และหากศาลรัฐธรรมนูญต้องชี้ขาด ปมนี้จะส่งผลสะเทือนต่อกระดานการเมืองขนาดไหน?

สมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงมุมมองปมปัญหาบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (Barcode) และคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเตรียมวินิจฉัยคดีดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 28 กันยายนนี้ โดยตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นสำคัญว่า เครื่องหมายดังกล่าวทำให้บัตรเลือกตั้งยังคงเป็นความลับตามหลักการเลือกตั้งหรือไม่ และหากศาลเห็นว่าไม่เป็นความลับ จะมีผลต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและสถานะของการเลือกตั้งอย่างไร

ส่วนตัวเห็นว่าไม่ลับ! มอง “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” สืบย้อนกลับได้

สมชายระบุว่า โดยส่วนตัวมองว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด “ไม่ลับ” เนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่สามารถใช้ตรวจสอบย้อนกลับได้ แม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะชี้แจงในทางปฏิบัติว่า กระบวนการจัดเก็บข้อมูลถูกแยกออกจากกัน และไม่สามารถนำไปตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิได้โดยตรง

เขามองว่า หากพิจารณาตามหลักนิติศาสตร์เพียงอย่างเดียว การนำสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายใด ๆ ไปไว้บนบัตรเลือกตั้งย่อมเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะแม้แต่การใช้ปากกาไปทำเครื่องหมายเพิ่มเติมบนบัตร หรือการฉีกและทำลายบัตรเลือกตั้ง ก็มีข้อกฎหมายกำกับอยู่แล้ว ขณะที่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถใช้ตรวจสอบได้

สมชายยังตั้งข้อสังเกตถึงคำอธิบายของ กกต. ที่ระบุว่าต้องเปิดหีบบัตรและดำเนินการตามกระบวนการจึงจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยมองว่า หากการใช้กล้องสามารถจับภาพเครื่องหมายดังกล่าวได้ตั้งแต่ในคูหาเลือกตั้ง หรือสามารถตรวจสอบบัตรในขั้นตอนการนับคะแนน ก็อาจนำไปสู่ข้อสงสัยว่าการลงคะแนนยังคงเป็นความลับหรือไม่

ชี้ “3 มาตรฐาน” ปมบัตรเลือกตั้งและประชามติ

สมชายยังตั้งคำถามถึงมาตรฐานการจัดทำบัตรเลือกตั้ง โดยยกตัวอย่างบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่มีคิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่มีบาร์โค้ด และบัตรลงประชามติซึ่งเขาระบุว่าไม่มีสัญลักษณ์ดังกล่าว

เขามองว่า หากเหตุผลของการใส่บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดคือการป้องกันการทุจริตและเปิดทางให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ ก็ควรมีมาตรฐานเดียวกันในบัตรประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะบัตรประชามติซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ สมชายยังกล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งซ่อมที่มีการจัดทำบัตรโดยไม่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด พร้อมตั้งคำถามว่าหากสามารถจัดการเลือกตั้งโดยไม่ต้องมีเครื่องหมายดังกล่าวได้ เหตุใดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จึงต้องมีเครื่องหมายเหล่านี้อยู่บนบัตร

หากศาลชี้ “ไม่ลับ” มีหลายทางออก ตั้งแต่เฉพาะบัญชีรายชื่อถึงโมฆะ

สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ สมชายระบุว่า มีความเป็นไปได้หลายแนวทาง โดยหนึ่งในนั้นคือการวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ขณะที่อีกแนวทางอาจจำกัดผลเฉพาะบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าหากศาลเห็นว่ามีปัญหาในเรื่องความลับของบัตร แต่ไม่ถึงขั้นส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะทั้งหมด ศาลอาจกำหนดผลในลักษณะที่ไม่กระทบต่อการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไปแล้ว และให้มีผลนับตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัย

สมชายย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ยังต้องมีคำอธิบายคือ หากคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริง แล้วเหตุใดจึงถือว่าบัตรเลือกตั้งยังเป็นความลับ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาเห็นว่าอยู่ที่การตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

ยกกรณีตรวจพบทุจริตที่พะเยา ชี้เป็นหลักฐานตรวจสอบย้อนกลับ

สมชายยังยกกรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดพะเยา ที่ถูกกล่าวถึงว่ามีพฤติกรรมทุจริต ทำบัตรเลือกตั้งหลายใบให้บางพรรคการเมือง โดยระบุว่า การตรวจสอบสามารถระบุได้ว่าบัตรดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบัตรประเภทใด เนื่องจากมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดกำกับอยู่

เขายังกล่าวถึงกรณีที่มีการนำกล้องไปติดตั้งเพื่อทดสอบการตรวจสอบบัตร และสามารถตรวจพบเครื่องหมายดังกล่าว จนนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้กล้องตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง โดยสมชายมองว่าประเด็นนี้สะท้อนว่าเครื่องหมายบนบัตรสามารถถูกตรวจสอบได้จริง

นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ในเวลาต่อมามีการเลือกไม่ใส่บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดในบางกรณี ซึ่งเขามองว่าเป็นประเด็นที่ กกต. ต้องอธิบายให้ชัดเจน โดยเฉพาะต่อหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม

ย้ำ “ไม่ลับ 100%” รวมถึงบัตรเลือก สว.

เมื่อถูกถามถึงกรณีบัตรเลือก สว. สมชายระบุว่า จากมุมมองของเขา บัตรที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เช่นกัน และจึงเห็นว่าไม่เป็นความลับ โดยระบุว่าความเห็นดังกล่าวเป็นความเห็นส่วนตัว

เขายังกล่าวถึงข้อมูลที่มีการอ้างว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสิงคโปร์ เคยใช้ระบบที่มีลักษณะดังกล่าว แต่มีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพบปัญหาเกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมย้ำว่าในมุมมองส่วนตัว บัตรเลือกตั้งทั้งสองแบบ รวมถึงบัตรเลือก สว. มีปัญหาเรื่องความลับในลักษณะเดียวกัน

จับตาน้ำหนัก “นิติศาสตร์-รัฐศาสตร์” ในคำวินิจฉัย

สมชายประเมินว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ได้พิจารณาเฉพาะหลักนิติศาสตร์ แต่ต้องประกอบกับมิติทางรัฐศาสตร์ โดยยอมรับว่าความเห็นส่วนตัวของเขายังอยู่ที่ประมาณ 50/50 ว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางใด

เขามองว่าหากศาลพิจารณาตามหลักนิติศาสตร์อย่างเคร่งครัด ประเด็นเรื่องความลับของบัตรอาจมีน้ำหนัก แต่หากพิจารณาถึงผลกระทบทางการเมืองและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการเพิกถอนหรือทำให้การเลือกตั้งทั้งระบบเป็นโมฆะ ก็อาจมีแนวทางที่แตกต่างออกไป เช่น วินิจฉัยว่าการดำเนินการที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง แต่กำหนดแนวทางไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สมชายเห็นว่าแนวทางดังกล่าวอาจทำให้เกิดคำถามต่อสังคมเกี่ยวกับมาตรฐานของคำวินิจฉัย เพราะหากยอมรับว่าการดำเนินการมีปัญหา แต่ไม่ส่งผลต่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลทางกฎหมายและหลักนิติธรรมให้ชัดเจน

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย อดีตสมาชิกวุฒิสภายังได้พาดพิงถึงแนวโน้มที่ศาลจะให้น้ำหนักกับ “รัฐศาสตร์บวกสีน้ำเงิน” ในการตัดสิน

เทียบคดี “หันคูหา” ชี้คำวินิจฉัยอาจกลายเป็นบรรทัดฐาน

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ สมชายเปรียบเทียบกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดกับกรณีการจัดวางคูหาเลือกตั้งที่เคยเป็นประเด็นก่อนหน้านี้ โดยมองว่า แม้ในทางปฏิบัติอาจไม่มีผู้ใดตรวจสอบการลงคะแนนได้ แต่เมื่อมีการใช้กล้องซูมจนสามารถเห็นรายละเอียด ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องความลับของการลงคะแนน

เขาระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางแนวทางและอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับการพิจารณาคดีเกี่ยวกับความลับของบัตรเลือกตั้งในครั้งนี้ ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ได้ออกมาเป็นเอกฉันท์ โดยยกตัวอย่างคดีทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีคำวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียงที่แตกต่างกัน

ส่วนการนัดหมายรวมตัวที่สำนักงาน กกต. บริเวณศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ของกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา” นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับ คปท. ในวันนี้ อดีตสมาชิกวุฒิสภาแสดงความสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่จะไม่เข้าร่วมด้วยตนเอง พร้อมเน้นย้ำว่าข้อมูลข้อเท็จจริงและความเข้าใจของประชาชนสำคัญกว่าจำนวนมวลชน

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์