สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “ปริศนาธรรมการเมืองเรื่องหุ้นไอทีวี” เนื้อหาระบุว่า กกต.ควรเร่งสรุปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเป็นที่สุดและตรวจสอบคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลากา รที่ทำให้ไอทีวีฟื้นคืนชีพ ด้วยเหตุผลดังนี้
1. รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 วรรคท้ายระบุว่า “กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่าสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย”
ดังนั้น เมื่อกกต.รับรองสมาชิกภาพส.ส.แล้ว มีเหตุผู้ร้องเรียนและกกต.ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ควรเร่งพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา98(3) ห้ามถือหุ้นสื่อ อันเป็นการขาดสมาชิกภาพส.ส ตามมาตรา 101(6) และมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือไม่ โดยยึดหลักเดียวกับการยื่นคดี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอคำวินิจฉัยด้วย
ส่วนแคนดิเดตผู้สมัครนายกรัฐมนตรี จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือไม่ กกต. ควรร้องไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคราวเดียวกัน จะเป็นประโยชน์การยื่นฟ้องเสียในคราวเดียวกัน
2. กกต.ควรตรวจสอบคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เรื่องที่ไอทีวีฟ้องสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีคำวินิจฉัยชี้ขาด วันที่ 14 ม.ค. 2559 ที่ไอทีวีเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย และให้บริษัทกลับเข้าดำเนินการสถานีโทรทัศน์ ระบบยูเอชเอฟ โดยใช้คลื่นความถี่และทรัพย์สินอุปกรณ์เครือข่ายเดิมต่อไป จนครบกำหนดระยะเวลาสัญญาอนุญาตที่อนุญาโตตุลาการ มีคำวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาอนุญาตของสำนักงานปลัดฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เรื่องนี้ และคำพิพากษาศาลปกครอง มีความสำคัญต้องพิจารณาว่า ไอทีวีชนะคดีจากสำนักปลัดฯแล้ว และการขอให้เข้าดำเนินการในสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟเดิมนั้น ทำให้ไอทีวีที่มีวัตถุประสงค์สื่อชัดเจน และยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการได้รับชัยชนะในคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ไอทีวีกลับเข้าดำเนินการในสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟ เดิมได้ จึงมีประเด็นข้อพิจารณาว่า ไอทีวีน่าจะยังเป็นผู้การประกอบกิจการ หรือเตรียมประกอบกิจการสื่อมวลชนที่ยังไม่ได้ยกเลิกใช่หรือไม่
1. รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 วรรคท้ายระบุว่า “กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่าสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย”
ดังนั้น เมื่อกกต.รับรองสมาชิกภาพส.ส.แล้ว มีเหตุผู้ร้องเรียนและกกต.ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ควรเร่งพิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา98(3) ห้ามถือหุ้นสื่อ อันเป็นการขาดสมาชิกภาพส.ส ตามมาตรา 101(6) และมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือไม่ โดยยึดหลักเดียวกับการยื่นคดี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอคำวินิจฉัยด้วย
ส่วนแคนดิเดตผู้สมัครนายกรัฐมนตรี จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือไม่ กกต. ควรร้องไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคราวเดียวกัน จะเป็นประโยชน์การยื่นฟ้องเสียในคราวเดียวกัน
2. กกต.ควรตรวจสอบคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เรื่องที่ไอทีวีฟ้องสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีคำวินิจฉัยชี้ขาด วันที่ 14 ม.ค. 2559 ที่ไอทีวีเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย และให้บริษัทกลับเข้าดำเนินการสถานีโทรทัศน์ ระบบยูเอชเอฟ โดยใช้คลื่นความถี่และทรัพย์สินอุปกรณ์เครือข่ายเดิมต่อไป จนครบกำหนดระยะเวลาสัญญาอนุญาตที่อนุญาโตตุลาการ มีคำวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาอนุญาตของสำนักงานปลัดฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เรื่องนี้ และคำพิพากษาศาลปกครอง มีความสำคัญต้องพิจารณาว่า ไอทีวีชนะคดีจากสำนักปลัดฯแล้ว และการขอให้เข้าดำเนินการในสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟเดิมนั้น ทำให้ไอทีวีที่มีวัตถุประสงค์สื่อชัดเจน และยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการได้รับชัยชนะในคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ไอทีวีกลับเข้าดำเนินการในสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟ เดิมได้ จึงมีประเด็นข้อพิจารณาว่า ไอทีวีน่าจะยังเป็นผู้การประกอบกิจการ หรือเตรียมประกอบกิจการสื่อมวลชนที่ยังไม่ได้ยกเลิกใช่หรือไม่





