วันที่ 8 มิถุนายน 2566 สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณี ศรีสุวรรณ จรรยา ร้อง ป.ป.ช. เอาผิดในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมต.ยุติธรรม) ที่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหาย ว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ได้เริ่มบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งกระทรวงยุติธรรม ก็มีความพร้อมขับเคลื่อนกฎหมาย
ทั้งการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกฎหมาย การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน แต่เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 กระทรวงยุติธรรม ได้รับหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ในหมวด 3 มีทั้งหมด 8 มาตรา ออกไปก่อนแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากมีเหตุขัดข้อง คือ 1.ขาดงบประมาณและอุปกรณ์ 2.ขาดความพร้อมของบุคลากร 3.ขาดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน
สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงยุติธรรม จึงได้ทำหนังสือส่งกลับไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะไม่เห็นด้วยกับการขอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ แต่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลบางส่วนก็ได้อธิบายถึงเหตุผลความเสียหาย ที่จะตามมา คือ หากไม่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายอาจเป็นเหตุให้จำเลย หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีนั้นใช้เป็นเงื่อนไขในการสู้คดีว่าตำรวจไม่ดำเนินการหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายทุกข้อ ในเรื่องของการบันทึกภาพตลอดการจับกุมไว้และเป็นเหตุให้คดีถูกยกฟ้อง
ดังนั้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้หารือกับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบสูงกว่าตน ซึ่งได้ข้อสรุปยอมให้เลื่อนบังคับใช้กฎหมายถึงแค่วันที่ 30 กันยายน 2556 และให้เลื่อนใช้ แค่ 4 มาตรา จากที่ขอมา 8 มาตรา ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า สตช.ขอเลื่อนโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา
“จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ ผมในขณะเป็น รมต.ยุติธรรม ก็ไม่ได้เห็นด้วย ที่จะมีการเลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย จึงมีทั้งหนังสือไม่เห็นด้วย และตั้งวงหารือ เพราะผมเข้าใจดี ว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกมาหลายครั้ง หลายรัฐบาลแล้ว กว่าจะสามารถออกเป็นกฎหมาย เพื่อเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงได้
ถึงขั้นนักวิชาการด้านกฎหมาย ยกให้กฎหมายอุ้มหาย เป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ในรอบ 100 ปี เพราะจะช่วยลดการซ้อมทรมานให้รับสารภาพ เนื่องจากจะมีการบันทึกภาพทุกขั้นตอน ดังนั้นที่กล่าวหาว่าผมเป็นผู้เริ่มก่อการ เสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
เพราะผมได้พยายามทำให้กฎหมายบังคับใช้ทันที หากแต่เป็นเหตุผลความจำเป็นในข้อกฎหมายจะทำให้จำเลยได้เปรียบในการสู้คดี และเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง จึงต้องออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ป้องกันไว้
อนึ่งได้กล่าวไว้แล้วว่าจะทำกฎหมายให้สำเร็จให้ได้ แล้วจะเลื่อนการใช้บางมาตราออกไปเล็กน้อย ไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรมาก เดินสายกลางเถอะครับบ้านเมืองเราจะได้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากความเคลือบแคลงและสงสัย การไปร้องเรียน ป.ป.ช. มันเสียเวลาของประเทศ
แทนที่จะได้ไปตรวจสอบเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเรื่องนี้ผมได้เสนอกฎหมาย Law Of Efficiency เข้าไปใน ครม.และรับหลักการแล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2566 ขณะที่กระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2556
โดยกฎหมายตัวนี้ทางเลขาธิการกฤษฎีกายังให้ความเห็นว่าวันนี้บ้านเมืองของเราร้องเรียนกันง่ายเหลือเกิน ระบบตรวจสอบทำงานจนไม่มีเวลา ขณะเดียวกันเลขาธิการกฤษฎีกาก็จะเพิ่มเติมให้เรื่องการร้องเรียนมีคุณภาพมากขึ้นไม่ใช่อะไรก็ร้องเรียนไปหมด” อดีต รมต.ยุติธรรม กล่าว
ทั้งการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกฎหมาย การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน แต่เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 กระทรวงยุติธรรม ได้รับหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ในหมวด 3 มีทั้งหมด 8 มาตรา ออกไปก่อนแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากมีเหตุขัดข้อง คือ 1.ขาดงบประมาณและอุปกรณ์ 2.ขาดความพร้อมของบุคลากร 3.ขาดมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงาน
สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงยุติธรรม จึงได้ทำหนังสือส่งกลับไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะไม่เห็นด้วยกับการขอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ แต่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลบางส่วนก็ได้อธิบายถึงเหตุผลความเสียหาย ที่จะตามมา คือ หากไม่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายอาจเป็นเหตุให้จำเลย หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีนั้นใช้เป็นเงื่อนไขในการสู้คดีว่าตำรวจไม่ดำเนินการหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายทุกข้อ ในเรื่องของการบันทึกภาพตลอดการจับกุมไว้และเป็นเหตุให้คดีถูกยกฟ้อง
ดังนั้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้หารือกับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบสูงกว่าตน ซึ่งได้ข้อสรุปยอมให้เลื่อนบังคับใช้กฎหมายถึงแค่วันที่ 30 กันยายน 2556 และให้เลื่อนใช้ แค่ 4 มาตรา จากที่ขอมา 8 มาตรา ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่า สตช.ขอเลื่อนโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา
“จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ ผมในขณะเป็น รมต.ยุติธรรม ก็ไม่ได้เห็นด้วย ที่จะมีการเลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย จึงมีทั้งหนังสือไม่เห็นด้วย และตั้งวงหารือ เพราะผมเข้าใจดี ว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกมาหลายครั้ง หลายรัฐบาลแล้ว กว่าจะสามารถออกเป็นกฎหมาย เพื่อเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงได้
ถึงขั้นนักวิชาการด้านกฎหมาย ยกให้กฎหมายอุ้มหาย เป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ในรอบ 100 ปี เพราะจะช่วยลดการซ้อมทรมานให้รับสารภาพ เนื่องจากจะมีการบันทึกภาพทุกขั้นตอน ดังนั้นที่กล่าวหาว่าผมเป็นผู้เริ่มก่อการ เสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
เพราะผมได้พยายามทำให้กฎหมายบังคับใช้ทันที หากแต่เป็นเหตุผลความจำเป็นในข้อกฎหมายจะทำให้จำเลยได้เปรียบในการสู้คดี และเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง จึงต้องออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ป้องกันไว้
อนึ่งได้กล่าวไว้แล้วว่าจะทำกฎหมายให้สำเร็จให้ได้ แล้วจะเลื่อนการใช้บางมาตราออกไปเล็กน้อย ไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรมาก เดินสายกลางเถอะครับบ้านเมืองเราจะได้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากความเคลือบแคลงและสงสัย การไปร้องเรียน ป.ป.ช. มันเสียเวลาของประเทศ
แทนที่จะได้ไปตรวจสอบเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเรื่องนี้ผมได้เสนอกฎหมาย Law Of Efficiency เข้าไปใน ครม.และรับหลักการแล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2566 ขณะที่กระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2556
โดยกฎหมายตัวนี้ทางเลขาธิการกฤษฎีกายังให้ความเห็นว่าวันนี้บ้านเมืองของเราร้องเรียนกันง่ายเหลือเกิน ระบบตรวจสอบทำงานจนไม่มีเวลา ขณะเดียวกันเลขาธิการกฤษฎีกาก็จะเพิ่มเติมให้เรื่องการร้องเรียนมีคุณภาพมากขึ้นไม่ใช่อะไรก็ร้องเรียนไปหมด” อดีต รมต.ยุติธรรม กล่าว



