สมศักดิ์ เทพสุทิน รมต.ยุติธรรม และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เผยว่า จะรายงานคณะรัฐมนตรีถึงกฎหมายปฏิรูปประเทศ ในส่วนที่กระทรวงยุติธรรม รับผิดชอบคือ พ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 23 มกราคม 2566 ซึ่งมี 10 หน่วยงานต้องดำเนินการตาม ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) คณะกรรคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาล อัยการ ที่จะให้แต่ละหน่วยงานกำหนดกรอบเวลาดำเนินการ หรือสอบสวนภายในกี่วัน
ในส่วนที่มีระเบียบ กกต. ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้กระบวนการสอบสวนการยุบพรรคเร็วขึ้น จะส่งผลกับพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ เนื่องจากเคยได้รับเงินบริจาคของ ‘ทุนสีเทา’ สมศักดิ์ ก็มองว่า กกต. สามารถดำเนินการได้ เพราะจากเดิมที่จะตรวจสอบเล่นงานพรรคการเมืองอาจต้องใช้เวลา 3 ปี 7 ปี แต่จะใช้เวลาเพียง 3 เดือน 7 เดือน อย่างไรก็ตาม อาจมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต. และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ยอมรับว่าจะได้รับผลกระทบทุกพรรคการเมืองที่มีคดีความอยู่ ส่วนผลกระทบจากระเบียบดังกล่าว อาจส่งผลถึงการยุบพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ ต้องถามฝ่ายกฎหมาย เพราะตนไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ ทั้งนี้ สมศักดิ์ ปฏิเสธชี้แจงถึงความกังวลที่ว่าระวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ แต่ระบุเพียงว่า อยากให้สื่อฯ ช่วยกันดู เพราะเป็นกระบอกเสียงอย่างดี
“ในชีวิต ผมมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบมา 2 ครั้ง คือพรรคไทยรักไทย หรือบ้านเลขที่ 111 และเมื่อมาอยู่เบื้องหลังพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็ถูกยุบ เป็นบ้านเลขที่ 112 หมดคนเลย มันก็ยุบง่ายเหมือนกันนะพรรคการเมือง ถ้าอยากจะยุบเขา มีพลังอะไรมาก็ไม่รู้ก็ยุบง่าย ก็ถูกลอยแพ อันนี้ก็ต้องดูว่าถ้าพรรคการเมืองมีพลังต่อต้านการยุบพรรค มันก็คงไม่ง่าย อันนี้ขอพูดข้อเท็จจริงกัน มันเกิดอะไรขึ้นอย่างไรผมก็ไม่ทราบ ทั้งครอบครัวผมก็โดนกันมาต่อเนื่องมีให้เห็นอยู่แล้ว เราก็กลัวที่สุดเรื่องของการถูกยุบพรรคการเมือง แต่มันก็มีเหตุของปัญหาที่ทำให้เขายุบได้” สมศักดิ์ กล่าว
ส่วนการย้ายพรรคของกลุ่มสามมิตร สมศักดิ์ ย้ำว่า ให้เป็นการตัดสินใจของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมต.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตร พร้อมย้ำ อีกฝ่ายไปไหนก็จะไปด้วย และไม่ต้องถามตนแล้ว
นอกจากนี้ สมศักดิ์ ยังมั่นใจด้วยว่า พรรคพลังประชารัฐมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล 99% ส่วนเรื่องจับขั้วการเมืองนั้น มีแต่สื่อฯ ที่เป็นคนแบ่ง เพราะในส่วนของนักการเมืองต้องให้ได้รับเลือกก่อน แล้วค่อยมาแบ่ง และทุกพรรคก็อยากเป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น แต่บางทีก็เอาศักดิ์ศรีนิดหน่อยไว้หาเสียง ขณะเดียวกัน มองว่าหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีความพยายามในการทำงาน และมีความสด ดูได้จากสีเสื้อที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สวมใส่ เมื่อถามย้ำว่า กลุ่มสามมิตรจะยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อใช่หรือไม่ สมศักดิ์ กล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ก็ไม่แน่นะ”
ในส่วนที่มีระเบียบ กกต. ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้กระบวนการสอบสวนการยุบพรรคเร็วขึ้น จะส่งผลกับพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ เนื่องจากเคยได้รับเงินบริจาคของ ‘ทุนสีเทา’ สมศักดิ์ ก็มองว่า กกต. สามารถดำเนินการได้ เพราะจากเดิมที่จะตรวจสอบเล่นงานพรรคการเมืองอาจต้องใช้เวลา 3 ปี 7 ปี แต่จะใช้เวลาเพียง 3 เดือน 7 เดือน อย่างไรก็ตาม อาจมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต. และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ยอมรับว่าจะได้รับผลกระทบทุกพรรคการเมืองที่มีคดีความอยู่ ส่วนผลกระทบจากระเบียบดังกล่าว อาจส่งผลถึงการยุบพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ ต้องถามฝ่ายกฎหมาย เพราะตนไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ ทั้งนี้ สมศักดิ์ ปฏิเสธชี้แจงถึงความกังวลที่ว่าระวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ แต่ระบุเพียงว่า อยากให้สื่อฯ ช่วยกันดู เพราะเป็นกระบอกเสียงอย่างดี
“ในชีวิต ผมมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองที่ถูกยุบมา 2 ครั้ง คือพรรคไทยรักไทย หรือบ้านเลขที่ 111 และเมื่อมาอยู่เบื้องหลังพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็ถูกยุบ เป็นบ้านเลขที่ 112 หมดคนเลย มันก็ยุบง่ายเหมือนกันนะพรรคการเมือง ถ้าอยากจะยุบเขา มีพลังอะไรมาก็ไม่รู้ก็ยุบง่าย ก็ถูกลอยแพ อันนี้ก็ต้องดูว่าถ้าพรรคการเมืองมีพลังต่อต้านการยุบพรรค มันก็คงไม่ง่าย อันนี้ขอพูดข้อเท็จจริงกัน มันเกิดอะไรขึ้นอย่างไรผมก็ไม่ทราบ ทั้งครอบครัวผมก็โดนกันมาต่อเนื่องมีให้เห็นอยู่แล้ว เราก็กลัวที่สุดเรื่องของการถูกยุบพรรคการเมือง แต่มันก็มีเหตุของปัญหาที่ทำให้เขายุบได้” สมศักดิ์ กล่าว
ส่วนการย้ายพรรคของกลุ่มสามมิตร สมศักดิ์ ย้ำว่า ให้เป็นการตัดสินใจของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมต.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตร พร้อมย้ำ อีกฝ่ายไปไหนก็จะไปด้วย และไม่ต้องถามตนแล้ว
นอกจากนี้ สมศักดิ์ ยังมั่นใจด้วยว่า พรรคพลังประชารัฐมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล 99% ส่วนเรื่องจับขั้วการเมืองนั้น มีแต่สื่อฯ ที่เป็นคนแบ่ง เพราะในส่วนของนักการเมืองต้องให้ได้รับเลือกก่อน แล้วค่อยมาแบ่ง และทุกพรรคก็อยากเป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น แต่บางทีก็เอาศักดิ์ศรีนิดหน่อยไว้หาเสียง ขณะเดียวกัน มองว่าหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีความพยายามในการทำงาน และมีความสด ดูได้จากสีเสื้อที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สวมใส่ เมื่อถามย้ำว่า กลุ่มสามมิตรจะยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อใช่หรือไม่ สมศักดิ์ กล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ก็ไม่แน่นะ”



