เหตุฉงนคำสั่ง 318/2566 ‘สมศักดิ์’ ประเมินผิด ชีวิตเปลี่ยน

28 ธ.ค. 2566 - 10:55

  • เหตุน่าฉงน ของคนชื่อ ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ปะทะราชทัณฑ์ กระทบชิ่ง ‘ทวี สอดส่อง’ หรือเพราะประเมินผิด ชีวิตเลยเปลี่ยน

Somsak_Thawee_Peerapan_Ministry_of_Justice_SPACEBAR_Hero_ed8725b428.jpg

ตั้งใจจะเขียนถึงเรื่องเล่า 120 วันของคนบนชั้น 14 แค่ 2 EP. เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่อยากเขียนถึงก่อนจะสิ้นปี 2023 แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ หลังได้อ่านคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 318/2566 ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ 

เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ที่มีการปรับงานในส่วนของ 3รองนายกรัฐมนตรี คือ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ , ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ และ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’

คำสั่งที่มีการดึงงานการกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขจากเดิมที่มอบหมายให้ ‘ภูมิธรรม’ เป็นผู้กำกับดูแล มาให้ ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ดูแล และดึงงานกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม (ยกเว้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ) จาก ’สมศักดิ์‘ ให้ ’พีระพันธ์‘ ดูแล

คำสั่งดังกล่าวเท่ากับล่าสุด ’ภูมิธรรม‘ จะเหลือกำกับดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

‘สมศักดิ์’ ที่เดิมกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กรมประชาสัมพันธ์ สคบ. สำนักพุทธฯ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา และศอ.บต. เปลี่ยนมาเป็นกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข  กรมประชาสัมพันธ์ สคบ. สำนักพุทธฯ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา และศอ.บต.

‘พีระพันธุ์’ จากเดิมที่กำกับดูแลแค่กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ) จาก ’สมศักดิ์‘ เพิ่มเข้ามา

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้มองผ่านๆ ก็น่าจะเป็นการแบ่งเบาภาระของ ’รองนายกฯ ภูมิธรรม’ ออกมา โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ที่กำลังจะมีโครงการสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า และ ‘สมศักดิ์’ กับ ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ ก็น่าจะทำงานร่วมกันได้ดี

แต่ที่เป็นประเด็น และถูกตั้งข้อสังเกต คือ กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ) ที่ถูกดึงออกจากมือของ ‘สมศักดิ์’ ไปมอบให้ ‘พีระพันธุ์’ ซึ่งอยู่ต่างพรรคไปกำกับดูแลแทน

แน่ล่ะ ประเด็นหนึ่ง แม้ ‘พีระพันธุ์’ จะเคยเป็นผู้พิพากษา แม่นยำเรื่องข้อกฏหมาย มีความเชี่ยวชาญงานกระบวนการยุติธรรม ที่ดูน่าจะเหมาะสม

แต่ยังไง ‘พีระพันธุ์’ ก็เป็นคนนอกพรรค ที่มองมุมไหนก็น่าฉงน...

ฉงน...เพราะกระทรวงยุติธรรมเป็นต้นสังกัดของกรมราชทัณฑ์ หน่วยงานที่กำลังถูกกังขาจากสังคม เรื่องของคนบนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ฉงน...ว่า หรือเพราะอยากให้ ‘พีระพันธุ์’ เป็นคนตัดสินใจเรื่องการพักโทษของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

ฉงน...ว่า ตกลง คนในพรรคเพื่อไทย กับคนในสำนักนายกรัฐมนตรี คิดตรงกันหรือไม่ ต่อเงื่อนไขพักโทษของคุณทักษิณ

นอกจากนั้นยังฉงน...ฉงนต่อท่าทีที่มีต่อ ‘สมศักดิ์‘

เพราะ ‘สมศักดิ์’ เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเป็นรัฐมนตรีผู้ซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายแก้ปัญหานักโทษล้นคุก นโยบายที่นำมาสู่การกำหนดเรื่องการพักโทษ การกำหนดหลักเกณฑ์การคุมขังนอกเรือนจำ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการพักโทษ และเป็นรัฐมนตรีที่น่าจะแตกฉานยิ่งต่อประเด็นเหล่านี้ เพราะเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรมมาถึง 4 ปี

ที่ยิ่งฉงน....ก็คือ เพราะ ‘สมศักดิ์‘ เป็นหนึ่งเดียวในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์และมีบทบาทต่อการชี้แจงกรณีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ  ชินวัตร ที่ยังพักรักษาตัวอยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำวจต่อเนื่องมาเกิน 120 วัน

ฉงน...เพราะเป็น ‘สมศักดิ์’ ที่เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ ถึงสิทธิของผู้ต้องขังที่จะถูกละเมิดสิทธิไม่ได้ หากผู้ต้องขังนั้นไม่ยินยอม หลังจากคณะกรรมาธิการการตำรวจ นำโดย ‘ชัยชนะ เดชเดโช’ และ ‘วัชระ เพชรทอง’ จากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าทีว่า จะบุกขึ้นไปตรวจสอบและพบ ‘ทักษิณ’ ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ

และที่ยิ่งฉงน...หนัก เพราะเป็น ‘สมศักดิ์’ ที่เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์สื่อกระตุ้นกรมราชทัณฑ์ให้ออกมาชี้แจงเรื่อง ‘ทักษิณ’ ถึงขั้นใช้คำแรงว่า กรมราชทัณฑ์ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม 

อะไรเป็นสาเหตุของความน่าฉงน...ปนสงสัย

แม้ ‘สมศักดิ์‘ จะตอบสื่อว่า ดีใจ ที่ไม่ต้องกำกับดูแล กระทรวงยุติธรรมแล้ว

แม้นายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จะปฎิเสธสื่อว่า คำสั่งฉบับนี้ไม่เกี่ยวกับกรณี ‘สมศักดิ์’ ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องกรมราชทัณฑ์

แต่กระนั้นความฉงน...ก็ยังคงอยู่

ฉงนว่า เกิดอะไรขึ้นกับพรรคเพื่อไทย

เกิดอะไรขึ้นกับ ’รองนายกฯสมศักดิ์’

แต่บางกระแสในพรรคเพื่อไทยบอกว่า อย่าฉงน...อย่าสงสัย...

เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะ ‘สมศักดิ์’ นอกจากจะมิใช่สายตรงคนชั้น 14 แล้ว ‘สมศักดิ์’ ยังน่าจะประเมินสถานการณ์บางเรื่องต่ำไป

โดยเฉพาะประเมินคุณค่าของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากพรรคประชาชาติ ต่ำไป

ประเมินความสัมพันธ์ระหว่าง ’ทักษิณ’ กับ ‘พ.ต.อ.ทวี‘ ต่ำไป

Somsak_Thawee_Peerapan_Ministry_of_Justice_SPACEBAR_Photo01_27256240e7.jpg
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม

‘สมศักดิ์’ ที่เดิมอยู่ในกลุ่มวังน้ำยม เมื่อครั้งสังกัดพรรคไทยรักไทย และเป็นกลุ่มสามมิตร เมื่อสังกัดพรรคพลังประชารัฐนั้น ในอดีตทำงานใกล้ชิดกับ ‘เยาวภา วงศ์สวัสดิ์’ หรือเจ๊แดง น้องสาวของ ‘ทักษิณ’

แม้ต่อมา ‘สมศักดิ์’ จะกลับพรรคเพื่อไทย ในปี 2557 หรือ กลับมาอีกครั้งเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ‘สมศักดิ์’ ก็ชัดเจนยิ่งว่า อยู่ในสายเจ๊แดงมาตลอด

แต่ ‘สมศักดิ์’ ไม่ใช่ Think Thank หรือกลุ่มที่มี Connection ใกล้ชิด ‘ทักษิณ’

แม้ครั้งนี้ผลงานจะชัดเจนว่า เป็นเสมือนคนปูพรมแดงรองรับการกลับบ้านของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’

แต่เมื่อ ’สมศักดิ์‘ ออกมาปะทะตรงกับกรมราชทัณฑ์ อันประหนึ่งประทะตรงกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงเป็นการประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปอย่างยิ่ง

ต่ำเพราะ ‘ทวี สอดส่อง’ มิได้เป็นเพียงหัวหน้าพรรคประชาชาติ

ต่ำเพราะ ‘ทวี สอดส่อง’ มิได้เป็นเพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

หาก ‘ทวี สอดส่อง’ ยังเป็นหนึ่งในขุนพลที่ใกล้ชิดทักษิณเป็นอย่างยิ่ง

เป็นหนึ่งในขุนพลที่ยกมือขอลงไปแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้!

สองคู่หูที่ลงไปทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก คือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส

พ.ต.อ.ทวี ลงไปในฐานะรองผู้บังคับการตำรวจปราบปราม

ปฏิบัติการลับหลายภารกิจในพื้นที่ ล้วนแต่เป็นฝีมือของคู่หูคู่นี้

เมื่อ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ย้ายกลับเข้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล

พ.ต.อ.ทวี ก็ขอโอนย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือน ในตำแหน่งรองอธิบดีกรมสวนสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เมื่อปี 2547 และภารกิจก็ยังคงอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก

แม้จะเกิดรัฐประหารในปี 2549 แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งในปี 2550 ในปีถัดมา พ.ต.อ.ทวี ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดี DSI

ปี 2554 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะนั้น พ.ต.อ.ทวี ลงไปรับหน้าที่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เต็มตัว ในตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ก่อนจะลาออกหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เมื่อถูกย้ายมาเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เส้นทางการเติบโตของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ล้วนโตมาในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย

ฉะนั้นสัมพันธ์แนบแน่นกับคนบนชั้น 14 และคนแดนไกล อย่าง ‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่เพียงแค่ลึกซึ้ง แต่มองตาก็ยังรู้ใจ

ส่วนเส้นทางการเมืองของ พ.ต.อ.ทวี แม้จะมาเริ่มต้นกับพรรคประชาชาติของ ‘วัน มูหะหมัดนอร์ มะทา’ มิได้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย แต่ก็เป็นที่รู้กันภายในว่า พรรคประชาชาติและพรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะใกล้ชิดกันเพียงไหน

การปูพื้นฐานใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. การมัดใจผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น จนเป็นที่รักใคร่ ล้วนแต่เป็นการวางรากฐานทางการเมือง เพื่อลดจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย จากกรณีมัสยิดกรือเซะ และเหตุโศกนาฏกรรมตากใบ

เพียงแต่พรรคเพื่อไทย และ ‘ทักษิณ’ ขายไม่ได้ในพื้นที่ภาคใต้ พ.ต.อ.ทวี จึงเลือกที่จะร่วมสร้างพรรคประชาชาติกับอาจารย์วันนอร์ดีกว่า

และนี่คือ ’พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง‘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์ กรมที่ ‘สมศักดิ์’ หลุดปากตำหนิว่า ทำงานเช้าชาม เย็นชาม ในกรณี ’ทักษิณ’ เป็นการตำหนิกรมราชทัณฑ์ อันอาจกระทบชิ่งไปถึงเจ้ากระทรวง

หรือเหตุฉงนของคนชื่อ ‘สมศักดิ์’ ที่ถูกเปลี่ยนการกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม จะมาจากผลของการประเมินผิด หรือ ประเมินต่ำ

ไม่คิดว่าการปะทะกับราชทัณฑ์ มีอันกระทบชิ่งถึง ’ทวี สอดส่อง‘ ที่จะมีฤทธิ์ถึงเพียงนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์