ดุเดือด! ‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ ถกปมบิ๊กตำรวจโยงเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์-สมยศ’ เบี้ยวแจง

13 พ.ย. 2568 - 20:34

  • ‘ชนนพัฒฐ์-สมยศ’ 2 สส.สงขลา เบี้ยวแจง ‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ ปมเอี่ยวโยงเว็บพนัน

  • ‘บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ’ พา ‘พยานปากเอก’ ร่วมแฉโอนเงินเข้า ‘กระเป๋าตำรวจ’

  • ‘ปปง.’ ชี้ชัด ‘ชนนพัฒฐ์’ เจ้าของเว็บ ‘จิมิ88-จิมิ44’ เผยอายัดทรัพย์แค่ 36 ล้าน ที่เหลือเป็นของพรรคพวก

ดุเดือด! ‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ ถกปมบิ๊กตำรวจโยงเว็บพนัน ‘ชนนพัฒฐ์-สมยศ’ เบี้ยวแจง

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน จัดประชุมพิจารณาปมร้อนกรณี “สแกมเมอร์-เว็บพนันที่เชื่อมโยงถึงบุคคลทางการเมือง” ต่อจากสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้เชิญ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม และสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา ซึ่งเป็นสองนักการเมืองที่กำลังถูกจับตาถึงความเชื่อมโยงกรณี “เว็บพนัน” แต่ปรากฏว่าทั้งคู่ไม่มา

รังสิมันต์ แจ้งต่อที่ประชุมว่า “ชนนพัฒฐ์ ตอนแรกแจ้งว่าจะมาชี้แจง แต่สุดท้ายแจ้งมาว่าติดภารกิจในพื้นที่ แต่ไม่มีหนังสือแจ้งมา ส่วน สมยศ ทำหนังสือแจ้งว่าติดภารกิจไปต่างประเทศ” ทำให้การพิจารณาวันนี้เน้นไปที่ขบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังมีการปลด พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกกว่า 200 นาย จากกรณี “รับส่วยจากขบวนการเว็บพนันออนไลน์”

songkhla-mps-miss-security-committee-hearing-witness-reveals-police-bribery-SPACEBAR-Photo01-3.jpg

พร้อมกันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมไปถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โดยมี พิมพ์วิไล (สงวนนามสกุล) พยานคนสำคัญปม “โอนเงินส่วยเว็บพนันให้แก่บิ๊กตำรวจ” ที่ทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และอัจฉริยะ พามาเข้าให้ข้อมูลด้วย ซึ่งใช้เวลาในการประชุมร่วม 5 ชั่วโมง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สอบถาม พิมพ์วิไล ว่า “เหตุใดถึงโอนเงินไปหลายครั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดสงขลาจำนวนมาก และเป็นเงินค่าอะไร โอนอย่างไร?” ทำให้ พิมพ์วิไล กล่าวว่า “หลังจากที่โดนจับ ได้ไปสอบถามคนที่ว่าจ้างให้โอนเงิน ว่าทำไมถึงโดนจับกุม ซึ่งคนที่ว่าจ้างตอบกลับว่า เงินที่โอนให้ตำรวจหรือโอนไปในที่ต่างๆ เป็นเงินผิดกฎหมายหรือจากการพนัน และเป็นเงินที่เป็นส่วยที่ส่งให้กับตำรวจทั้งหมด ซึ่งส่วยดังกล่าว บางรายการก็รู้ บางรายการก็ไม่รู้ว่าเป็นส่วยเกี่ยวกับอะไร แต่ที่รู้คือเป็นส่วยเว็บไซต์การพนันออนไลน์

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถามต่อว่า “ตำรวจชุด PCT4 ที่มี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าชุด พบว่ามีการโอนเงินเข้าไปด้วย จึงอยากทราบว่า พิมพ์วิไล โอนเงินจากเว็บพนันไปให้จริงหรือไม่ โอนผ่านใคร ตำรวจชื่ออะไร?” พิมพ์วิไล จึงยอมรับว่า “โอนผ่านจริง โดยคนว่าจ้างให้โอนให้ติดต่อกับคนคนหนึ่งที่เขาจะมาเรียกเก็บจากดิฉันทุกวันที่ 5 และ 10 ของเดือน โดยเขาแจ้งมาว่าตำรวจชุดนี้คือชุด PCT4 โดยจะโอนไปให้ ‘รองกาโม่’ ซึ่งเป็นนายตำรวจอยู่ในชุด PCT4 เรื่องนี้ได้มีการแจ้งความไว้ที่ สภ.หาดใหญ่ เพราะหลังจากที่ดิฉันโดนจับกุม เพราะเป็นแค่คนที่โอนและทำบัญชี จึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่ทราบเรื่องมาก่อน แต่มารู้ภายหลัง ทำให้ต้องไปร้องเรียนว่าเมื่อดิฉันโอนเงินให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วทำไมต้องมาจับดิฉันด้วย จึงคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงถามถึงนักการเมืองท้องถิ่น โดยมีชื่อของ ‘วิชัย ชูกำเนิด’ สมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยพบว่า “มีการโอนเงินไปให้ 1 ครั้ง จำนวน 1 แสนบาท และมีการโอนเงินไปให้กับ ‘คชาชาญ’ ซึ่งเป็นบัญชีม้าของ ‘ดาบยาว’ รวมถึงโอนเงินไปให้บัญชีม้าคนอื่นๆ ของ ‘ดาบยาว’ โดยพบว่าเส้นเงินวิ่งต่อไปยัง ‘นิภาพรรณ สุขวิมล’ ภรรยาของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 38 ครั้ง มูลค่า 3 ล้าน รวมทั้งพี่ชายและพี่สาวของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และเส้นเงินนี้ก็วิ่งไปยัง พ.ต.ท.วีรวัฒน์ เจริญศิลป์ นายเวรของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ทุกเส้นเป็นการโอนออก แต่มีเส้นเงินของ ชนนพัฒฐ์ โอนกลับมาที่ พิมพ์วิไล เพราะอะไร?” พิมพ์วิไล จึงกล่าวว่า “ดิฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า “อยากให้ กมธ. แจ้งไปยังผู้บัญชาการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และส่งเรื่องที่ชี้มูลไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะได้นำเรื่องไปประกอบสำนวนการสอบสวน รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้ยึดอายัดทรัพย์นายตำรวจทั้งหมดที่รับเงินจากเว็บพนัน และส่งเรื่องไปยังกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลังทั้งหมดของตำรวจที่รับเงินจากเว็บพนัน”

songkhla-mps-miss-security-committee-hearing-witness-reveals-police-bribery-SPACEBAR-Photo03-3.jpg

ต่อมา อัจฉริยะ ชี้แจงว่า “ได้ติดตาม ‘คดีชบา’ ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและเว็บพนันออนไลน์ในภาคใต้และเหนือตั้งแต่ปี 2563 เพราะบัญชีชบา มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 ล้านบาทพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับ ชนนพัฒฐ์ แต่ยังไม่มีการสั่งฟ้องเพราะพยานพูดไม่ตรงกัน เป็นความเห็นที่กลับกลอก ซึ่งปัจจุบันเว็บพนันของ ชนนพัฒฐ์ มีทั้งหมด 12 เว็บ มีเงินหมุนเวียน 5,000 ล้านบาท เป็นเรื่องของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต้องไปปิดเว็บพวกนี้ โดยขณะนี้ยังมีเงินไหลเข้ามา ซึ่งในช่วงที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรี (รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ได้มีการจับเว็บพนันคดีหวยแนน ยึดทรัพย์ 500 ล้านบาท อยากให้หัวหน้าอาชญากรรมออนไลน์ติดตามคดีนี้ เพราะสุดท้ายผลเป็นอย่างไร ผู้ต้องหาออกมายิ้มแย้มแจ่มใสกันหมดแล้ว”

พร้อมเผยด้วยว่า “ประเสริฐ (อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เคยออกมาตอบโต้ว่าไม่เคยตั้งตำรวจไปเก็บเงิน แต่มีเอกสารคำสั่งออกมา โดยมีชื่อของ พ.ต.ท.ภูเบศ เกตุแก้ว และ ด.ต.ชวลิต ซึ่ง พ.ต.ท.ภูเบศ ได้ทำเอกสารปลอม ส่งข้อความไปยังธนาคาร และให้ธนาคารส่งไปถึงผู้ที่ถูกอายัดบัญชี ซึ่งเป็นบัญชีเว็บพนัน เรียกตบทรัพย์ 50% ในการปลดอายัดบัญชี ส่วน ด.ต.ชวลิต ถือว่าแสบที่สุด เก็บค่าปลดอายัดบัญชี บัญชีละ 1 แสนบาท จำนวน 500 กว่าบัญชี โดยใช้วิธีการส่งไปธนาคาร ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อครหามากว่าทำไมปลดอายัดบัญชีต้องจ่ายเงิน”

มีเส้นทางการเงินว่า ชนนพัฒฐ์ รับเงินจาก ‘บอสตาล’ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีเว็บพนัน จำนวน 2 ล้านบาท จึงตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเงินค่าอะไร ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าผมทำหน้าที่ของผม และผมก็ได้ร่วมงานกับ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ ทั้งหมดที่ผมเสนอไม่ได้กล่าวร้ายใคร ผมไม่ได้กล่าวหา พล.ต.ท.ไตรรงค์ และไม่ได้เชื่อคำที่ว่าในยุคของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ เป็นยุคที่หลุดทุกคดี จึงอยากให้ติดตามตรวจสอบ

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์

songkhla-mps-miss-security-committee-hearing-witness-reveals-police-bribery-SPACEBAR-Photo04.jpg

ด้าน พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรีและ ผบ.ตร. กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ดำเนินการอย่างจริงจังต่อผู้ถูกร้องเรียน กระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมองค์กรตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภายใต้กฎหมายตำรวจ”

จากนั้น พ.ต.อ.สุธีเอี่ยม เจริญยิ่ง รองผู้บังคับการตรวจสอบทะเบียนประวัติ ชี้แจงถึงกรณีการดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีอาญาของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวก รวม 33 นาย “การดำเนินคดีอาญาได้มีการส่งสำนวนคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ มาร้องไปยัง ป.ป.ช. ส่วนการดำเนินการทางวินัยของอดีต ผบ.ตร. อำนาจการดำเนินการทางวินัยจะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งกรณีนี้ต้องแยกการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ในกรณีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งออกมาแล้ว เมื่อ 6 มี.ค. 2568 ว่าให้ ผบ.ตร.ดำเนินการตามมาตรา 117 ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 9 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการ ส่วนตำรวจอื่นๆ อีก 24 นาย ผบ.ตร.ก็ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการอีกชุด จำนวน 7 คน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่เสร็จสิ้น เพราะพยานปากสำคัญไม่เคยมาให้การเลย”

ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน จึงถามว่า “ตำรวจคนอื่น 24 นาย ได้มีกลไกที่จะนำตำรวจเหล่านี้ออกจากกระบวนการก่อนหรือไม่?”

พ.ต.อ.สุธีเอี่ยม กล่าวว่า “ขณะนี้เป็นการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ไม่ใช่คณะกรรมการสอบสวน ทำให้ตำรวจที่อยู่ในคำร้องจำเป็นต้องพักราชการ เพราะไม่ได้เข้าข่ายหลักเกณฑ์การพักราชการ ซึ่งกรอบระยะเวลาไม่ได้มีการระบุชัดเจน แต่จะมีการเร่งรัดอยู่เรื่อยๆ ที่ผ่านมาได้ขยายเวลาในการตรวจสอบมาโดยตลอด”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงถามว่า “กรณีของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และคณะมีการโอนเงินจากเว็บพนันเข้าบัญชีเงินเดือน ทำไมถึงไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผิดไปจากกรณีผม เพราะตั้งคณะกรรมการวินัยร้ายแรงเลย ทั้งที่เส้นเงินไม่ได้โอนตรงเข้าบัญชี” พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ และชี้ให้เห็นว่าแม้เป็นอำนาจ ดุลยพินิจ แต่ถ้าใช้โดยมิชอบ ก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พ.ต.อ.สุธีเอี่ยม ระบุว่า “ของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ที่ตั้งวินัยร้ายแรงเพราะเกี่ยวกับคดีอาญา มีการออกหมายจับแล้ว แต่ในกรณีนี้ ยังไม่มีการเชื่อมโยงเป็นคดีอาญา ส่วนเส้นเงินสดที่มาการร้องมา คณะกรรมการกำลังตรวจสอบอยู่”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงถามว่า “เพราะอะไรที่ ผบ.ตร.ไม่ออกหมายจับหรือหมายเรียก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และพวก เหมือนที่ทำกับผม ทำไมถึงส่งสำนวนไปที่ ป.ป.ช.เลย”

songkhla-mps-miss-security-committee-hearing-witness-reveals-police-bribery-SPACEBAR-Photo02-4.jpg

ในช่วงหนึ่ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้แจงว่า “ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง บางคำถามก็ไม่ได้เตรียมข้อมูลมา เตรียมข้อมูลมาแค่ 3 คำถามที่ส่งไปให้แค่นั้น ดังนั้น ขอให้เขียนให้ละเอียดว่าจะถามอะไรบ้าง จะได้มอบหมายให้ผู้ที่รับผิดชอบจริงมาตอบ ซึ่งอีกฝั่งมีข้อมูลเยอะ แต่ฝั่งเราไม่มีข้อมูล ดังนั้น ขอให้เชิญมาอีกรอบ และระบุว่าจะต้องตอบในประเด็นไหนบ้าง” ก่อนจะชี้แจงเส้นเงินที่เกี่ยวกับ พิมพ์วิไล ว่า “ได้ดำเนินคดีแล้ว ซึ่งในเส้นเงินนี้ ไม่มีเส้นเงินที่เกี่ยวกับตำรวจ PCT 4 อยู่ในนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของ ป.ป.ช. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกออกหมายจับแล้ว 2 นาย”

นอกจากนี้ ยังชี้แจงกรณีที่มีความเชื่อมโยงกับ ชนนพัฒฐ์ว่า “ขณะนี้ คณะตำรวจนครบาลรับผิดชอบไปแล้ว 21 เว็บ ที่มีการปิดไปแล้วและเปิดขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้มีการเสนอปิดกั้นไปที่กระทรวงดีอีฯ แล้วแสนกว่าเว็บ ปิดได้ประมาณ 70% ซึ่งเว็บแต่ละเว็บขึ้นอยู่กับการจดทะเบียน อาจจะไปจดในประเทศที่ไม่ผิดกฎหมาย พอเมื่อปิดเขาก็สามารถเปิดขึ้นได้ใหม่ แค่เปลี่ยนตัวอักษรนิดหน่อย”

ส่วนกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ถูกออกหมายจับและส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. นั้น ตอบได้แค่คร่าวๆ ว่า “ชุดของตนในขณะนั้นไม่มีอำนาจในการสอบสวน มีหน้าที่จับและส่งไปให้อีกทีมสอบสวน ซึ่งเป็น สน.เตาปูน เมื่อสอบสวนก็พบว่าเป็นเรื่องการฟอกเงินจากเว็บพนัน ไม่เกี่ยวกับมาตรา 157 และเมื่อสอบสวนไปก็มีตำรวจสืบสวน ผู้กำกับสงขลา ขึ้นไปร้องทุกข์ที่ สน.เตาปูน ให้ส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ไม่ใช่การจับและส่งไปที่ ป.ป.ช.ทันที

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กรไชย ได้ยกพาดหัวข่าวของสำนักข่าวหนึ่งที่มาถ่ายทอดสด ซึ่งพาดหัวสั้นๆ ว่า “พิมพ์วิไลแฉยับ” พร้อมระบุอย่างมีอารมณ์ว่า “ทำให้ตำรวจเสียหาย เรื่องนี้ยังไม่สรุปเลย การเขียนแบบนี้ เท่ากับยอมรับในสิ่งที่พูด ผมต้องรักษาเกียรติของตำรวจ ถึงบอกว่าการถ่ายทอดสดเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเขียนแบบนี้ อย่านำเสนอเลย ปิดการถ่ายทอดสดดีกว่า เพราะท่านเขียนฝ่ายเดียว ตำรวจทุกคนนั่งอยู่ในห้องนี้ ยอมรับในสิ่งที่พิมพ์วิไลพูดใช่หรือไม่ ผมไม่ได้ของขึ้น แต่รักษาเกียรติ และมองว่าทุกช่องเขียนแบบนี้หมด ถ้าไม่เขียนก็ไม่มีคนดู”

ทำให้ รังสิมันต์ ชี้แจงว่า “ผมก็ไม่ได้กำกับสื่อ ไม่ได้ควบคุมสื่อ แต่มองว่าเรื่องนี้ก็สำคัญ เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูล แต่ขอว่าอย่าเพิ่งไปจั่วหัว เพราะข้อเท็จจริงยังไม่จบ” ซึ่งทางตำรวจก็ได้ชี้แจงแล้ว ประชาชนก็ฟังข้อเท็จจริง

พล.ต.อ.กรไชย จึงกล่าวว่า “ผมเกรงว่าจะฟังแค่ช่วงเดียว ช่วงที่มันๆ เท่านั้น พอไม่มันก็ไม่ฟังแล้ว พอเกิดการโต้เถียงก็จะฟัง ถ้าวันหลังมีการถ่ายทอดสดแบบนี้ควรมีการกำหนดกรอบ หัวข่าวดีหรือไม่ ว่าตำรวจมาชี้แจง ไม่ใช่ให้เขาไปเขียนเอง เพราะตำรวจทั้งประเทศก็สะท้อนใจ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงบอกว่า “ครั้งหน้าพี่ก็เขียนเลย” ทำให้ พล.ต.อ.กรไชย ตอบว่า “ได้...แต่ให้พี่โจ๊กเขียนดีกว่า”

จากนั้น พรรณิการ์ วานิช หนึ่งในกรรมาธิการฯ กล่าวว่า “เรื่องนี้มีวิวาทะกันและยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ข้อเท็จจริงคือมีตำรวจที่รับเงินเว็บพนันจริงแต่ยังจับไม่ได้ว่าลูกน้องใครแค่นั้น ดังนั้น สื่อไม่ได้จับประเด็นผิด และมองว่าไม่ได้เป็นการเรียกเรตติ้ง แต่เป็นข้อเท็จจริง”

ต่อมา พล.ต.อ.กรไชย กล่าวว่า “คำว่าตำรวจรับส่วย คุณว่ามีหรือไม่ เราไม่ปฏิเสธ และผมก็ไม่รับ พูดตรงๆ และในทางกลับกันยังไม่ได้ตัดสินเลยว่ามีตำรวจรับส่วย แต่มีการเขียนไปแล้วว่ามีตำรวจรับส่วย ถ้าเขียนว่าตำรวจรับส่วย ก็แปลว่าตำรวจรับส่วย แต่ในที่สุด ถ้าศาลตัดสิน ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ถ้าผิดก็ติดคุกไป และอยู่ไม่ได้ใน สตช. ยืนยันว่าไม่เลี้ยงคนเหล่านี้แน่นอน ผมเป็นคนชัดเจน ไม่พูดแล้วกัน พูดมากเดี๋ยวหาว่าโม้ แต่โม้ก็สัมผัสได้ แต่ที่คุณพรรณการ์ จั่วหัวว่าไม่เป็นไร แต่เขาเขียนว่าตำรวจรับส่วยครับ แต่เรารับหรือไม่ ยังไม่รู้เลย วันนี้ศาลยังไม่ตัดสินเลย แต่ถามว่ามีหรือไม่ ผมก็ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่รับ แค่อยากรักษาเกียรติของผมเอง

ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โต้ขึ้นว่า “ผบ.ตร.ออกมายอมรับแล้วว่ามี 99% ไม่รับ แสดงว่า 1% ก็ถือว่ามี”

songkhla-mps-miss-security-committee-hearing-witness-reveals-police-bribery-SPACEBAR-Photo05.jpg

ขณะที่ตัวแทน ปปง. กล่าวว่า “จากการสอบสวนพบว่ามีเว็บจิมิ 88 และเว็บจิมิ 44 มีการชักชวนให้มีการเล่นการพนันและได้จริง ซึ่งจากคำให้การ ชนนพัฒฐ์ เป็นเจ้าของเว็บไซต์และได้ผลประโยชน์ มีการกดเงินสดจากเว็บพนันแล้วนำไปมอบให้ ชนนพัฒฐ์ ซึ่ง ชนนพัฒฐ์ เป็นผู้ดูแลและจัดการผลประโยชน์ โดยได้ทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนที่ ปปง. เคยอายัดทรัพย์ มูลค่าหลายสิบล้านบาท จึงไม่น่าเชื่อว่าเป็นการทำธุรกรรมในลักษณะของผู้เล่น แต่เป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ”

จากการตรวจสอบพบทรัพย์สินเบื้องต้น รถ 1 รายการ เงินสด 1 รายการ เงินในหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และหน่วยลงทุน 6 รายการ และยังมีที่ดิน ห้องชุด 61 รายการ รวมทั้งสิ้น 69 รายการ แบ่งเป็นของ ชนนพัฒฐ์ 9 รายการ 36 ล้านบาท และผู้ที่เกี่ยวข้อง 60 รายการ ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติให้ยึดอายัดทรัพย์ไว้ 69 รายการ ประมาณ 159 ล้านบาท ซึ่งที่ต้องอายัดทรัพย์เท่านี้ เพราะอาจจะเป็นการถือครองทรัพย์สินแทน ส่วนทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดไว้ในคดีอาญาไม่ได้ส่งมอบให้ ปปง. ส่วนที่ สมยศ ทำธุรกรรมร่วมกับ ชนนพัฒฐ์ นั้น พบว่า สมยศ ได้ทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกับบุคคลที่ ปปง. อายัดทรัพย์ไว้มากกว่า 1 คดี และอยู่ระหว่างการสืบสวน

ด้านตัวแทนกรมสรรพากร กล่าวว่า “หนังสือเชิญไม่ได้อ้างว่าใช้อำนาจอะไร ซึ่งข้อมูลที่ขอเป็นข้อมูลต้องห้าม” ทำให้ รังสิมันต์ อธิบายว่า “อยากให้สรรพากรเข้าใจการทำงานของ กมธ.” ทางตัวแทนกรมสรรพากรจึงชี้แจงว่า “หนังสือที่ขอไปเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่ผ่านมา กมธ. ที่เชิญกรมสรรพากร จะอ้างอำนาจในการขอข้อมูล ซึ่ง กมธ. นี้ไม่ได้ใช้อำนาจนั้น”

รังสิมันต์ จึงกล่าวว่า “อำนาจมีเสมอแม้ในหนังสือไม่ได้ระบุว่าใช้อำนาจอะไรในการขอเอกสาร” ตัวแทนกรมสรรพากร จึงกล่าวว่า “อธิบดีได้รับหนังสือวันจันทร์ ส่วนผมได้รับหนังสือเมื่อวาน ดังนั้น เมื่อ กมธ. มีอำนาจในการขอข้อมูล วันนี้จึงขอผลัดส่งเอกสารภายหลัง” รังสิมันต์ จึงถามว่า “พอจะบอกได้หรือไม่ว่า ชนนพัฒฐ์ ยื่นภาษีคร่าวๆ เท่าไหร่ หรือมีข้อมูลอะไรที่ให้เราได้หรือไม่” ตัวแทนกรมสรรพากร จึงกล่าวว่า “วันนี้ตั้งใจจะมาผลัดส่งอย่างเดียว” ทำให้เกิดเสียงหัวเราะในที่ประชุม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์