โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ภายหลังพรรคภท.มีมติเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้ตรงกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เขาถึงจะศรัทธาเรา อันไหนที่เขาไม่ศรัทธาก็อย่าไปทำ ภาพลักษณ์สำคัญที่สุด
เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าครั้งนี้ฝ่ายค้านดูเหมือนจะเข้มแข็ง เพราะมีทั้ง 2 พรรค พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมพรรคประชาชน(ปชน.)จะทำให้การควบคุมในสภาลำบากหรือไม่ โสภณ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี แต่ต้องเข้มแข็งบนเนื้อหา ประชาชนจะได้ประโยชน์ ยืนยันว่า ควบคุมได้ เพราะทุกคน ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายไหนเขาก็ต้องมีขีดจำกัดของความพอดี ใครที่ก้าวข้ามหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง ประชาชนไม่เห็นด้วยหรอก สังคมบ้านเรา คนที่ไม่เห็นด้วยจะไม่ออกมาพูด แต่คนที่เห็นด้วยจะนิ่งอย่างเดียว ซึ่งพวกนิ่งนี่แหละคือพลัง บางคนค้านอย่างเดียว ซึ่งคนที่จะออกมาคัดค้านให้มีน้ำหนักจะต้องมีต้นทุนด้วย ถ้าไม่มีต้นทุนแล้วเที่ยวไปด่าว่าใคร หรือไปปรามาสเขา สังคมก็จะมีพวกหนึ่งที่ชอบให้สังคมแตกแยก แล้วตัวเองจะมีความสุข
ส่วนสภาครั้งนี้คาดว่าจะมีการนำค้อนออกมาใช้หรือไม่ โสภณ กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน
ส่วนกรณีกระแสข่าวคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. 229 คน ไม่มีมูลความผิด ทำให้ถูกมองพรรค ภท. เข้าไปเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเลยจะหายไปว่า เป็นแหล่งข่าวไหมเพราะเท่าที่ดูจากสื่อเป็นแหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการฯ เมื่อเป็นแหล่งข่าวคงยังให้ความเห็นไม่ได้ พรรค ภท. มาเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการไปตามที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ขอยกตัวอย่างว่า ถ้าข้าราชการไม่มีหลังพิง ทำอะไรให้ข้าราชการเดือดร้อน อย่างกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ก็รู้ ดังนั้น เชื่อว่าเมื่อมีบทเรียนอย่างนี้แล้ว ข้าราชการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเขาต้องพึงระวังอยู่แล้ว เพราะมีกรณีตัวอย่าง
โสภณ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ความเห็นก็คือ ในยุคของการตรวจสอบทุกอย่างต้องตอบคำถามได้ ไม่ว่าจะตอบคำถามสังคมหรือหน่วยงานที่ตรวจสอบ ซึ่งอย่าไปกังวลมาก เหมือนที่บอกว่า บุรีรัมย์กินรวบไหม ก็จะรู้ตอนนั้นไหมว่า จะได้เสียงข้างมาก สว. เขาก็เดินไปตามวิธีของเขา และเมื่อพรรคภท.ได้เสียงข้างมาก พรรคก็เสนอเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมันก็มาบรรจบ บังเอิญกัน ไม่ใช่วางแผนมาก่อนว่าจะต้องกินรวบ ไม่ใช่อย่างนั้น
เมื่อถามย้ำว่า สังคมอาจจะมองว่าพอเป็นพรรคภท.อาจจะเงียบ แต่หากเป็นคดีของฝ่ายค้านก็อาจจะเดินหน้า โสภณ กล่าวว่า มันมีทั้งตรวจสอบกันไปตรวจสอบกันมา พอมาเป็นรัฐบาล เขาก็ยิ่งมีการตรวจสอบยิ่งขึ้น มันก็ย้อนกลับมาที่ถามตนว่า ถ้ามีประเด็นที่หน่วยงานที่เขาตัดสิน เราต้องเชื่อว่าเขาปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เขาก็ต้องมีผลต้องรับผิดชอบในกระบวนการ เพราะมันมีการตรวจสอบกันไปกันมาอยู่แล้ว มีตัวอย่างยกให้เห็นแล้วไง ฉะนั้น อยู่ที่ว่าถูกใจ ถูกต้อง ซึ่งบางทีถูกต้องแต่ไม่ถูกใจหรือไม่สะใจ ก็จะมีการชงขึ้นมาอีก เรียนว่าในสภาวะวิกฤติของโลกครั้งนี้ ประเทศต้องการความรัก ไม่ใช่ต้องการความเกลียดชัง เราได้เห็นบางประเทศที่เขาสู้ ซึ่งเราก็ได้เห็นถึงความรักของเขา
เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าคดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภท. โสภณ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง มันเดินมาอย่างไรยังไม่รู้เลย ถ้าเป็นคนกำหนดได้ก็คงจะไม่ให้เกิดขึ้นมา ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ชัดเจนตรงที่ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขาก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินของเขา ตรงนั้นต่างหาก




