‘โสภณ‘ ประเดิมภารกิจแรก ขอให้ดูการทำงานที่การกระทำ

17 มี.ค. 2569 - 13:37

  • ‘โสภณ‘ ยัน ไม่ได้ตลก ปม ตัดงบอาหารกลางวัน แต่คนเสนอ พูดผิดเวลา ไม่มีกาลเทศะ

  • ประเดิมภารกิจแรก นิมนต์พระ 10 รูป ถวายเพลเสริมสิริมงคล ก่อนให้โอวาท ‘ขรก.สภา’ 

‘โสภณ‘ ประเดิมภารกิจแรก ขอให้ดูการทำงานที่การกระทำ

โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ อาคารรัฐสภา โดยได้มีการนิมนต์พระ 10 รูป ได้แก่สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม, พระพรหมวัชรเมธี วัดอรุณราชวราราม, พระราชวชิรภาวนาโกศล วัดวีระโชติธรรมาราม, พระราชวัชรสิทธิสุนทร วัดใหญ่อินทาราม, พระศรีรัตนากร วัดไตรมิตรวิทยาราม, พระวีรธรรมมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม, พระอุดมวชิรโมลี วัดสำปะซิว, พระวชิรรัตนาภรณ์ วัดอรุณราชวราราม, พระครูสุตสีตลาธิคุณวัดห้วยน้ำทรัพย์ และพระมหาเจษฎา วัดไตรมิตรวิทยาราม 

ก่อนเริ่มพิธีผู้สื่อข่าว ได้ถามถึงการพิจารณาร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนได้ยื่นเข้ามาว่าจะพิจารณาได้เมื่อไหร่ โสภณ กล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นร่างกฎหมายขอให้ได้ดู และพิจารณาก่อน  

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีถวายภัตตาหารเพล โสภณ ได้จัดเลี้ยงอาหารให้แก่ข้าราชการสภา และใช้เวลาช่วงหนึ่งกล่าวกับข้าราชการรัฐสภา เนื่องจากต้องทำงานด้วยกันตลอดสมัยการประชุมสภาชุดนี้ว่า เมื่อได้ทำบุญและจุดเทียนแสดงให้เห็นถึงการเปิดมงคลสูตร วันนี้แสงจันทร์จะสว่างเกิดขึ้นในชีวิตของเราแล้ว ถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง 

วันนี้เราได้มงคลกันแล้ว ก็ขอให้พี่น้องข้าราชการรัฐสภาของเราในอดีตเป็นอย่างไรคิดอย่างไร ตนเองไม่ทราบ แต่เมื่อมาอยู่ร่วมเรือลำนี้แล้ว ก็ขอให้ช่วยกันพายช่วยกันทำงานให้ลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีออก ตนเองจะภาวนาเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเหล่าข้าราชการ พิธีทำบุญวันนี้ตนก็ใช้งบของตัวเอง เพราะเดี๋ยวเกิดดราม่า  

เพราะฉะนั้น ความในอย่าให้ออกความนอกอย่าเอาเข้าจงพึงระวังไว้ มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกคนแต่อย่าให้เกินเส้นทางสายกลาง ยิ่งขาวเท่าไหร่ยิ่งดี ก็เอาตามสมควรเราคงจะได้พิสูจน์กันตอนทำงาน ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีและพบกับสิ่งที่ดีงามตลอดไป 

โสภณ ยังเปิดเผยอีกว่า วันนี้ถือเป็นวันแรกที่ได้เข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นฤกษ์ดีในการเริ่มต้นทุกอย่างได้ดี และราบรื่น เพราะตนเองใช้หลักธรรมนำชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน โดยได้พูดคุยกับข้าราชการสภา ว่า วันนี้เรามารับประทานอาหารร่วมกัน กินง่าย ๆ เป็นงบประมาณส่วนตัวของตนเอง ถ้าพ่ออยากให้ลูกดี พ่อก็ต้องดีด้วย อยากให้หน่วยงานดี หัวหน้าหน่วยงานก็ต้องดีด้วย ดังนั้น สิ่งที่ตนเองทำไป มันต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ 

โสภณ ยังกล่าวถึงกรณีที่บอกว่า “ตลก” หลังถูกถามถึงข้อเสนอของ สส. ที่ให้ลดงบอาหารกลางวัน จำนวนผู้ติดตาม และบำนาญของ สส. ว่า เรื่องนี้สื่อเอาคำพูดไปไม่จบ ตนเองไม่ได้ตลกเรื่องนี้ แต่ตลกสมาชิกที่พูดเรื่องนี้ เพราะใช้เวลาไม่ถูกกาลเทศะ ในแนวการทำงานของตนเองนั้น งานต้องเอาผล ไม่ได้เอาภาพ สังคมเรา เมื่อมีเรื่องที่มันเป็นภาพข้อมูลจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เอาไปลงเพื่อให้สะใจ ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก สังคมขาดความรัก ดังนั้น ต้องดู  

โสภณ อธิบายเพิ่มว่า ตนเองก็พูดต่อว่า เรื่องนี้ที่บอกว่าตลก ไม่ได้หมายถึงเนื้อหาเรื่องอาหารกลางวัน แต่ตลกที่เอาเวลาพูดมาไม่เหมาะสม ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเรื่องนี้เขาพูดมานานแล้วในสมัยที่แล้วหลายพรรคก็พูด ทั้งเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคประชาชนก็พูด แต่ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อตนเองมาทำงาน ตนเองก็ตระหนักนี้ และที่ตลกเพราะตนเองเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และตนเองอธิบายต่อว่าขึ้นอยู่กับสมาชิก หากสมาชิกเอาอย่างไร ตนเองก็เอาอย่างนั้น วันนี้ไม่ได้มาแก้ข่าว แต่มาขยายความตามข้อเท็จจริง  

สภาแห่งนี้ จะให้สวัสดิการกับสมาชิก จะมีหรือไม่มีนั้น มีเหตุผลอะไร หากอาสาเข้ามาแล้วสวัสดิการก็ไม่ต้องเอา ก็คิดดูว่าควรหรือไม่ควร แต่ยืนยันว่า เรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไขในสมัยของตนเอง ด้วยเหตุผลและความเหมาะสม ตนเองยังพูดต่อไปอีกว่า สิ่งไหนที่ประชาชนไม่ชอบ ประชาชนเบื่อ ก็อย่าทำ ถ้าอย่างนั้นเราสร้างศรัทธาไม่ได้ และขยายความต่อไปว่าการทำงานต้องสามัคคี และพวกเรา 3 คนทำตัวเป็นตัวอย่างความสามัคคี เพียงแต่ตนเองไม่ได้พูดว่าประเทศไทยในยุคนี้ ไม่มีฮีโร่ไหน จะมาแก้ไขปัญหาประเทศนี้ได้ นอกจากความร่วมมือของคนในชาติ  

ดังนั้น ตนเองพูดชัดเจนว่า วิธี ก็สื่อความหมายไปยังประชาชนว่าเรื่องใดที่ตนเองพูดแล้วในวันแสดงวิสัยทัศน์ หรือเรื่องใดเป็นอุปสรรค ไม่อาจทำให้สภานี้ไม่สง่างาม ต้องได้รับการแก้ไข จะต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่ใช่วาทกรรม อยู่ที่การกระทำ ให้เวลาหน่อย เพราะว่าตนเองเพิ่งทำงาน 

ผมจะไม่ใช่คนทำงานหิวแสง คือไมค์จ่อปากไม่ได้ เพ้อไปเรื่อย ผมให้ข่าวเฉพาะ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่หัวเลี้ยวหัวต่อในการเข้ามาทำงาน ผมต้องอธิบาย ผมต้องใช้เวทีของสื่ออธิบายให้ประชาชนรู้ว่าเรามาทำอย่างไร เพื่อความเข้าใจ ถ้าประชาชนขาดศรัทธาตั้งแต่แรก ก็ยาก ขาดศรัทธาก็คือการเข้าใจผิด

โสภณ กล่าว

โสภณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องอาหารกลางวัน ไม่ต้องมาถามตนเองอีก ว่าจะทำอย่างไร เพราะตนเองบอกไปแล้วว่าสิ่งไหนที่เกิดประโยชน์ ตนเองจะทำ ไม่ติด ส่วนแนวทางการทบทวนสวัสดิการใช้กลไกใด โสภณ กล่าวว่า เรื่องอาหารกลางวัน ไม่ใช่นโยบายประธาน เป็นงบประมาณที่ฝ่ายเลขาฯ จัดเป็นสวัสดิการ ในการจัดทำงบประมาณประจำปีหากไม่อยากมี ก็ตัดงบประมาณไป และคงไม่ได้ตั้งกรรมาธิการ ก็ปล่อยไปเป็นตามอำนาจหน้าที่ ขึ้นอยู่ว่าเป็นหน้าที่ใคร หากอะไรที่เป็นอำนาจหน้าที่ของตนเองในการตัดสินใจ ตนเองก็จะตัดสินใจ แต่อย่าลืมว่าการทำงานร่วมกัน ต้องฟังความเห็นของผู้ร่วมงานด้วย และผู้ปฏิบัติด้วย 

โสภณ กล่าวอีกว่า บ่ายนี้จะมีการประชุมมาตรการประหยัดพลังงานของสภาผู้แทนราษฎร หากเราเห็นว่า เราควรเตรียมการในยุคข้าวยากหมากแพง ควรเตรียมการอย่างไร สวัสดิการที่ควรลด หรือที่ยังคงอยู่ หากไม่มีจะเดือดร้อน เป็นอุปสสรรคต่อการทำงาน เราก็ค่อยแก้ไข และรอการพิสูจน์ ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์แบบไม่รู้ข้อเท็จจริง และไม่รู้ความตั้งใจของคนทำงาน  

มีการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง ทำให้บางคนเบื่อการเมือง และทำให้คนที่มีความตั้งใจทำการเมือง หมดกำลังใจ และไม่อยากเข้ามา นิ้วไหนมันไม่ดี ก็ตัดทิ้ง มันก็แค่นั้นไม่ใช่ฆ่าหนู ก็เผาบ้านตัวเองเลย เราต้องจับหนูก่อน

โสภณ กล่าว 

โสภณ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีความไม่สบายใจกับเรื่องนี้ เพียงแต่อยากเห็นสังคมมีเหตุ มีผล ในการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องนี้เท่านั้น แต่เป็นทุกเรื่อง หากเราปลูกฝังสื่อ แล้วใส่ข้อมูลที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง ประชาชนเขาก็จะเชื่อ ความคิดในการร่วมมือกันก็ขาดหาย ดังนั้น ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับตนเอง แต่ตอนนี้อยากเห็นภาพของสังคมวันนี้ เป็นการทำงานร่วมกันบนเหตุผล บนข้อเท็จจริง วิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ 

โสภณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามันพูดมากกว่า พูดได้ความรู้สึก เอาความรู้สึกชอบไม่ชอบของคนมาพูด แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ พูดเพื่อความนิยม ซึ่งการปฏิบัติจริงไปไม่ได้ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ได้มองเป็นความท้าทาย แต่เป็นเรื่องที่เราต้องทุ่มทั้งใจเราทำจริง ๆ จะชนะหรือไม่ จะทำได้ตามอุดมการของเราไหม ก็ต้องไปดูตนเอง 

ส่วนที่ประกาศว่า จะเน้นการกระทำมากกว่าคำพูด จะมีการวางตัวชี้วัดอย่างไร โสภณ กล่าวว่า ถูกต้อง เรื่องนี้ต้องคุยกัน ไม่ใช่ว่าไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น ตนเองก็ดูโซเชียล จะได้รู้ว่าสังคมว่าอย่างไร มีกระแสปรามาส แค่ตอนเลือกประธาน ยังเสียเวลากับการเถียงกันเรื่องเขียนชื่อหรือตัวเลข คนก็ว่าเอา เรื่องไม่เป็นเรื่อง ภาพเหล่านี้ทำให้ฉุดความศรัทธา ทำให้คนไม่เชื่อมั่น ส่วนเรื่องการแก้ข้อบังคับนั้น จริง ๆ มันมีแล้ว แต่ไม่บังคับใช้  

โสภณ ยืนยันอีกว่า ในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 19 มี.ค. นี้ จะไม่มีความวุ่นวาย แม้ว่าจะมีการเสนอชื่อแข่ง ภาพที่เกิดในสภา จะสะท้อนการทำงานของเรา บางทีเราอาจไม่รู้ตัวว่าชาวบ้านด่า แต่สาวกสะใจ เราอาจจะไม่รู้ ดังนั้น ถ้าอยากเห็นประชาธิปไตยเดินได้อย่างสง่างาม สภาแห่งนี้จะเป็นตัวอย่าง ต้องเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม ก็ขอให้ตรงนี้เป็นที่อยู่ของคนที่มีคุณธรรม และตนเองไม่ได้มีการหนักใจอะไรในการทำหน้าที่ ปฏิบัติตัวอย่างเที่ยงธรรมก็ไปได้ และไม่กังวลเรื่องการเล่นเกมส์ล่มสภา 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์