ขุนพลใหม่ เศรษฐา! ‘เนติ’ บริกร ‘กลาโหม’ บริการ

17 ต.ค. 2566 - 17:20

  • รัฐบาล ‘เศรษฐา’ ขุนพลเดิม ไม่ครบเครื่อง ต้องตั้ง ‘ที่ปรึกษา’ แก้เกม อุดรูรั่ว ‘ฝ่ายกฎหมาย’ อุดช่องโหว่ ‘ความมั่นคง’ ทำรัฐบาลเสียศูนย์ ใช้ ‘คน’ ไม่ตรงกับ ‘งาน’

Srettha_Advisor_Law_Security_Government_SPACEBAR_Hero_d95b0fd251.jpg

สำหรับ ‘รบ.เศรษฐา’ เรียกว่า ‘ไม่ครบเครื่อง’ เพราะขาดมือทำงานที่รอบด้าน เห็นได้ชัดเจน คือ ไม่มีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ผลพวงจากการตั้ง ‘รัฐบาลข้ามขั้ว’ ในยุคที่ ‘เพื่อไทย’ ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และถูกพรรคร่วมรัฐบาล ‘ริบอำนาจ’ จากโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรี รวมทั้งถูก ‘โควต้าชินวัตร’ เข้าประชิดด้วย 

จึงทำให้ ‘เศรษฐา’ ไม่มีอิสระในการ ‘บริหารราชการ’ ขุนพลข้างกาย ‘รัฐมนตรี’ มาจาก ‘ขั้วอำนาจ’ ภายใน ‘พรรคเพื่อไทย-สัมพันธ์ชินวัตร’ แทบทั้งสิ้น

ดังนั้นการที่ ‘เศรษฐา’ ตั้ง ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ และการตั้ง ‘ที่ปรึกษาของนายกฯ’ ก็เพื่อมา ‘จัดสมดุลอำนาจ’ ให้กับตนเอง พร้อมกับ ‘อุดช่องโหว่’ ที่ขาดมือ ‘ฝ่ายกฎหมาย-ความมั่นคง’ 

เริ่มจากตั้ง ‘พิชิต ชื่นบาน’ เป็น ‘ที่ปรึกษาของนายกฯ’ ที่ก่อนหน้านี้มีชื่อเป็น รมว.สำนักนายกฯ แต่สุดท้ายทาง ‘กฤษฎีกา’ ได้สะกิดเรื่อง ‘คุณสมบัติ’ ทำให้ ‘เศรษฐา’ ต้องถอดชื่อออกไป สำหรับ ‘พิชิต’ เป็น ‘ทนายความ’ ประจำครอบครัวชินวัตร มาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย ต่อมาศาลสั่งจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา จากคดีในตำนาน ‘ถุงขนม 2 ล้านบาท’ ที่สำคัญ ‘พิชิต’ ยังเป็น ‘หัวหน้าทีมทนายความ’ ที่สู้คดีจำนำข้าว ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งจุดนี้เองทำให้ ‘พิชิต’ ได้พบกับ ‘ชัย วัชรงค์’ โฆษกรัฐบาล

บทบาทของ ‘พิชิต’ ในเวลานี้ถูกยกให้เป็น ‘มือประสาน’ ฝ่ายกฎหมาย ให้กับรัฐบาลเศรษฐา และทำหน้าที่ ‘ฝ่ายกฎหมาย’ ไปในตัวด้วย เห็นได้ชัดในการประชุม ก.ตร. ในการเลือก ผบ.ตร. เมื่อ 27ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ ‘เลขานุการ ก.ตร.’ ได้แจ้งที่ประชุมขอให้ ‘พิชิต ชื่นบาน’ เข้าร่วมในวงประชุมด้วย หากย้อนไปสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ก็จะมี ‘วิษณุ เครืองาม’ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ร่วมเป็นกรรมการ ก.ตร. ด้วย

มากันที่ ‘นายสัตวแพทย์ ชัย วัชรงค์’ โฆษกรัฐบาล ที่ควบตำแหน่งเป็น ‘ที่ปรึกษาของนายกฯ’ ในรัฐบาลเศรษฐา ย้อนไปในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ‘หมอชัย’ เป็นหนึ่งใน ‘นักวิชาการอิสระ’ ที่เคลื่อนไหวโครงการรับจำนำข้าว ในการตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทีมงานของ ‘ยิ่งลักษณ์’ ได้เห็น ‘หมอชัย’ ผ่านการออกรายการโทรทัศน์ ในช่วงหา ‘พยาน’ สู้คดี

ต่อมา ‘หมอชัย’ เป็น 1 ใน 11 พยาน คดีจำนำข้าว หลัง ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ถูก ป.ป.ช. กล่าวหาทุจริต ในช่วงที่ ‘ยิ่งลักษณ์’ ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ‘หมอชัย’ ก็เป็น ‘พยานปากสำคัญ’ ในคดีจำนำข้าวให้ ‘ยิ่งลักษณ์’ ด้วย

จนล่าสุด ‘หมอชัย’ ได้เข้ามาทำงานนโยบายด้านเกษตร ให้กับพรรคเพื่อไทย ลง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 91 เรียกว่าแต่งตัวรอมาร่วมงานรัฐบาลในซีกบริหาร ไม่ใช่ซีกนิติบัญญัติ 

อีกบุคคลที่ถูกดึงมาทำงานด้านกฎหมาย คือ ‘ชัยเกษม นิติศิริ' ที่ลาออก สส.เพื่อไทย มารับตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ สำหรับ ‘ชัยเกษม’ เป็นอดีตอัยการสูงสุด อดีต รมว.ยุติธรรม ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีบทบาทสำคัญช่วงก่อนรัฐประหาร 22พ.ค.57 จากตำนาน “ณ นาทีนี้ไม่ลาออก” ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สวนกลับมาว่า “ตั้งแต่นาทีนี้ ผมตัดสินใจยึดอำนาจ” ที่สำคัญ ‘ชัยเกษม’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ปี 2562 และ 2566 สำหรับ ‘ชัยเกษม’ ถูกมองว่าเป็นสายตรง ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’

การนั่งตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ของ ‘ชัยเกษม’ ถูกจับตาว่าเพื่อมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย-รธน. หลังรัฐบาลได้ตั้ง ‘คณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ’ ขึ้นมา ที่มี ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธานฯ ซึ่ง ‘ภูมิธรรม’ ก็เป็นสายตรง ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ มายาวนานเช่นกัน

มากันที่ ‘ด้านความมั่นคง’ ที่ในเวลานี้ ‘เศรษฐา’ ขาดมือทำงานด้านนี้ ได้มีการตั้ง ‘บิ๊กแป๊ะ’พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก เป็นที่ปรึกษานายกฯ ที่เป็นอดีตปลัดกลาโหม ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่โดนรัฐประหาร 2557 และหลุดจากเก้าอี้ปลัดกลาโหม

ในขณะนั้น พล.อ.นิพัทธ์ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมระหว่าง ‘กองทัพ-รัฐบาล’ ด้วยท่าทีที่ ‘ประนีประนอม’ อีกทั้ง พล.อ.นิพัทธ์ เริ่มต้นชีวิตราชการที่ ‘รั้วทหารเสือฯ’ ที่ ร.21 พัน.3 รอ. จากนั้นมาเติบโตที่ ก.กลาโหม แทน ก่อนจะโลว์โปร์ไฟล์ตัวเองหลังรัฐประหาร 2557 และมาลงสนามการเมืองอีกครั้ง เป็นที่ปรึกษาของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าฯ กทม. 

ที่สำคัญ พล.อ.นิพัทธ์ เคยเป็นคีย์แมนเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น เพื่อแก้ปัญหา จชต. มาด้วย ที่สำคัญรัฐบาลเศรษฐา กำลังมีนโยบายยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ จชต. ทั้งหมดด้วย 

ช่วงเดือนก่อนมีกระแสว่า พล.อ.นิพัทธ์ จะไปเป็น ‘ผู้ช่วยรัฐมนตรี’ อยู่กับ ‘สุทิน คลังแสง’ รมว.กลาโหม แต่ชื่อถูกเบรกสู้พลัง ตท.20 ไม่ไหว และมาพร้อมกระแสข่าวมาเป็น ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ แทน

สำหรับรัฐบาลเศรษฐา ขาด ‘มือความมั่นคง’ และไม่มี ‘รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง’ เพราะ ‘เศรษฐา’ ไม่ได้แบ่งให้รองนายกฯ คนใดรับผิดชอบ ทำให้งานด้านความมั่นคง ‘กระจัดกระจาย’ พอสมควร แม้แต่ ‘เลขาธิการ สมช.’ ก็ยังว่างอยู่ สิ่งเหล่านี้ ส่งผลชัดเจนในการวางแผน ‘อพยพคนไทย’ ออกจาก ‘อิสราเอล’ ที่ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะเป็นรอยต่อช่วง ‘เศรษฐา’ ติดภารกิจเยือนต่างประเทศด้วย

แต่ได้มอบหมาย ‘หมอมิ้ง’นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ทำหน้าที่ประสานงาน ‘ฝ่ายความมั่นคง’ แทน ซึ่งก็เป็น ‘จุดบอด’ เพราะ ‘หมอมิ้ง’ ไม่มีอำนาจโดยตรงที่จะ ‘สั่งการ’ ได้ ในฝ่ายความมั่นคง-หน่วยปฏิบัติ ก็หวังให้เป็น ‘ระดับรัฐมนตรี’ มาสั่งการ จึงเป็นหน้าที่ของ ‘สุทิน’ ที่ประสานเหล่าทัพ แต่ฝ่ายความมั่นคงอื่นๆ ‘สุทิน’ ก็ไปล้ำเส้นไม่ได้ 

ผ่านมาเกือบ 2 เดือนในยุค ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ได้เห็น ‘ช่องโหว่-จุดบอดตัวเอง’ จึงต้องนำคนเข้ามาเสริม ผ่านตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษา’ อยู่ข้างกายนายกฯ ไม่เช่นนั้นงานจะยิ่ง ‘กระจัดกระจาย’ และใช้ ‘คน’ ไม่ตรงกับ ‘งาน’ ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์