เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Next Chapter ประเทศไทย” โดยบางช่วงบางตอนได้ระบุว่า เป็นที่ประจักษ์กันดีอยู่แล้วว่าปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดอันหนึ่ง ปัญหาสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็เป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาการต่างประเทศก็เป็นเรื่องใหญ่
เรื่องแรก ปัญหาของสังคม ความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียม เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ อาจจะเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด เรื่องนี้เป็นภารกิจใหญ่ของรัฐบาล เป็นปัญหาที่หมักหมม มาระยะเวลาที่นานมากๆ ไม่อยากจะบอกว่าถูกการละเลย หรือถูกการปล่อยปละ ไม่มีการแก้ไขปัญหามา แต่เป็นปัญหาที่ยาก เป็นปัญหาที่ใหญ่ มีหลายมิติซึ่งอาจจะทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด
“ผมก็จะไม่เคลมว่ารัฐบาลนี้มีจะมีทางออกทั้งหมด ที่ทำให้ทุกท่านฟังแล้วสบายใจ แต่เราเริ่มกันด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันนี้เราก็วางโรดแมปไว้แล้วบ้าง ถึงแม้ว่ายังไม่สมบูรณ์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องทำต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องของการแก้กฎกติกาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” เศรษฐา กล่าว
เศรษฐา กล่าวว่า เรามีส่วนทุกคนในการร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นปัญหาของทุกคน เป็นปัญหาของผู้แทนราษฎร เป็นปัญหาของผู้บริหารประเทศ ทุกคนมีส่วนทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นมา เรื่องที่เราอยู่กับสภาวะปัจจุบันนี้ความเหลื่อมล้ำสูงมาก ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงสุดประเทศหนึ่ง คนจนก็จนมาก คนรวยก็รวยมาก
“ถ้าเกิดต้องการให้รัฐบาลออกเป็นมาตรการ เป็นคำสั่งการออกมา ที่จะมาแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าปัญหามันไม่ถูกแก้ไขหรอกครับ ปัญหามันก็อยู่มา เกิดมา ถูกแก้ไขโดยจิตใต้สำนึกของทุกคน ผมยืนอยู่ตรงนี้ ก็เพื่อมาขอร้อง มาวิงวอนให้ทุกท่านเข้าใจ ผมคิดว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้ เรารู้กันอยู่แล้วว่าความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมในทุกๆ มิติ” เศรษฐา กล่าว
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพในการเลือกเพศภาพ หรือในการเลือกประกอบอาชีพก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเกิดท่านคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญก็ต้องช่วยกันซัพพอร์ต (สนับสนุน) ช่วยกันออกความเห็นในทิศทางเชิงบวก ถ้าเกิดเห็นด้วย แต่มีข้อแม้บ้าง ก็ขอให้เสนอออกมาในทิศทางที่เป็นประโยชน์
“เพราะในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา หรืออาจจะยาวกว่านั้น ส่วนตัวผมเอง ขอพูดในฐานะคนไทย เมื่อเรามีความเห็นต่าง เมื่อเรามีความไม่พอใจการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง แทนที่จะพูดจากันด้วยภาษาที่ทุกคนรับฟังกันได้อย่างสบายหู มีสีหน้าที่ดูแล้วมีมิตรภาพบนความเห็นต่าง ผมว่าจะเป็นการกระทำที่ดีกว่า” เศรษฐา กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า แต่ปัจจุบันนี้ เรื่องของการให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียเยอะ มีคนพูดกันเยอะ มีคนแสดงความคิดเห็นเยอะ มีการใช้คำพูดที่บาดหัวใจ ฟังแล้วก็สะอื้นได้พอสมควรเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เห็นต่างเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามที เป็นเรื่องชิงเหลี่ยมชิงพริบ ชิงไหวชิงพริบ ที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบ แต่ว่าผลกระทบในเชิงลึกมีมาก การที่สังคมมีการแตกแยก มีการแบ่งพวกที่ชัดเจน
“เรามีวิธีการสื่อสารได้หลายวิธี แต่ละคนมีวิธีสื่อสารแตกต่างกันไป คำพูดคำจาแต่ละคำมันมีความหมายลึกซึ้ง ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดมา 2-3 ปี ปัญหาเกิดมานานแล้ว แต่ละท่านอาจจะบอกว่าการใช้ภาษาที่รุนแรง ชัดเจน อาจจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหา” เศรษฐา กล่าว
ทั้งนี้ อาจจะขอให้มองอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและหันเข้าหากัน ใช้ภาษาที่อาจจะใช้คำพูดที่ยาวนิดหนึ่ง ผมเองเป็นคนชัดเจนมาโดยตลอด คนที่รู้จักผม ผมเป็นคนพูดน้อย และให้ได้ใจความ มายืนอยู่ตรงนี้ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น แต่เราเองต้องมีการปรับปรังตัวเอง เพื่อให้ลดความขัดแย้งลงไป
“การพูดจา ยกตัวอย่าง ผมไม่ต้องการไปว่าใคร หรือไปตอบโต้ใครทั้งสิ้น เรื่องที่เราใช้คำว่า ปฏิรูป สังคยานา ล้างบาง ผมว่าทุกๆ คนก็มีความภูมิใจในองค์กรของตัวเอง ทุกคนหวังดีกับองค์กรของตัวเอง ผมเข้าใจว่า ทุกองค์กรมีคนดี คนไม่ดี แต่การที่เราใช้คำพูดที่รุนแรง วิธีการที่ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกชัดเจน มันเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาหรือเปล่า หรือการแก้ปัญหาอยู่ที่การกระทำ ไม่ได้อยู่ที่การพูด ผมคิดว่าอยู่ที่การกระทำ การที่เอาสถาบันต่างๆ มาพูดในที่สว่าง คำพูดที่รุนแรง ผมเชื่อว่าไม่ใช่การแก้ไขปัญหา การแก้ปัญหาคือการพูดคุยกันในภาษาที่ทุกคนยอมรับได้ แต่ไปเน้นหนักเรื่องการกระทำ” เศรษฐา กล่าว
เศรษฐา กล่าวอีกว่า เรื่องกระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่จะทำให้สังคมดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ คนที่มีเยอะ ของการใช้โซเชียลมีเดีย ในการอวด ในการเสนอตนว่าเหนือท่าน หลายๆ เรื่องพวกนี้ ถ้าเกิดลดลงไปได้บ้าง คนที่อยู่ชายขอบของสังคม เขาก็จะมีความสบายใจขึ้น
“ทุกท่านในที่นี้ รวมถึงตัวผม ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบไปด้วยกัน ไม่สายเกินไป เรามาช่วยเยียวยาสังคมให้ดีขึ้นจากการกระทำของพวกเราเองทุกคน มีความไม่สบายใจริง ในเรื่องนี้ต้องรับผิดชอบต่อสังคม เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะนำประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ควบคู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มีประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น” เศรษฐา กล่าว
พร้อมกล่าวอีกว่า ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่ทุกคนเข้าใจดี ดูได้จากประเทศเพื่อนบ้าน อัตราการเจริญเติบโต หรือจีดีพี ของประเทศเพื่อบ้านโตกว่าเราสองเท่า ประเทศเราเองก็ประสบปัญหาเหมือนกัน เรากำลังอยู่ในช่วงที่เราฟื้นตัวจากโควิด-19 รัฐบาลเองก็ใช้เวลานานกว่าจะเข้ามาถึงจุดตรงนี้ได้ เราก็พยายามที่จะเข็นนโยบาย
เหตุผลหนึ่งที่เราแพ้เวียดนาม ไม่ใช่เรื่องการขึ้นค่าแรง แต่เป็นเรื่อง FTA ที่เรามีน้อยกว่า เป็นเรื่องที่เราไม่ได้ออกไปประกาศว่า เราจะมีการเปิดประเทศครั้งใหญ่ ไม่ได้นำเอกชน ไม่ได้นำองค์กรรัฐที่สนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนในการโฆษณา หลายๆ บริษัทให้ความสนใจ ไมโครซอฟต์ (Microsoft) กูเกิล (Google) เทสล่า (Tesla) บริษัทเทคฯ ใหญ่ๆ จะลงทุนครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญ ธุรกรรมต่อเนื่องก็จะมีมาอีก เราคาดหวังอย่างสูงว่าจะเกิดขึ้น มีการคุยต่อเนื่องไม่ใช่จับมือเจ๊าะแจ๊ะก็จบ การประชุมเอเปค ที่ซานฟรานซิสโก กลางเดือนพฤศจิกายน มีการนัดหมายแล้วว่าจะไปคุยต่อ และเป็นความหวังลึกๆ ของรัฐบาล ว่าจะตกลงกันได้ในขั้นพื้นฐานกับหลายๆ บริษัท
“จะเป็นนิมิตหมายอันดีให้กับทั่วโลกว่าประเทศไทยได้เปิดแล้ว และพร้อมสำหรับการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเราไม่สามารถพึ่งการเจริญเติบโตของจีดีพีได้จากภาคการเกษตรอย่างเดียว ต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ ครั้งใหญ่ที่สุด” เศรษฐา กล่าว




