เศรษฐา ทวีสิน นายรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อประเมินสถานการณ์เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์และพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำ
โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์, สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะตัวแทนผู้บัญชาการทหารบก, พล.อ.ธนะศักดิ์ ชื่นอิ่ม รองปลัดกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารรัฐสภา
โดยนายกฯ รับฟังการรายงานรายงานสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และแนวโน้มสถานการณ์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ และแผนการดูแลและช่วยเหลือประชาชน
เคยเชิญประชุมบริหารจัดการน้ำเมื่อเดือน พ.ค. เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งประเมินสถานการณ์ เตรียมความพร้อมรับมือน้ำทั้งประเทศ วางแนวทางแก้ไขปัญหาในเชิงบรรเทาผลกระทบให้น้อยที่สุด บริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ปัญหาบางอย่างอาจจะแก้ไขยาก อาจจะดำเนินการในหน่วยงานเดียว แต่ถ้าประสานงานร่วมมือกัน ประสิทธิภาพก็จะเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ โครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 หลาย ๆ โครงการ มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น โครงการแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ โครงการพัฒนา 72 สายน้ำที่ยั่งยืน ตลอดจนการน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบาย เกี่ยวกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้อยู่ดีกินดี
วันนี้ อยากขอติดตามและรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการแก้ไขความพร้อมและแนวทางช่วยเหลือประชาชนในการประเมินปัญหาเรื่องน้ำ อยากให้ทุกภาคส่วนร่วมกันวางแผนวางกรอบเวลาที่ชัดเจน มีตัวชี้วัดที่มีคุณภาพ รัฐบาลพร้อมที่สนับสนุนเต็มที่
ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม นายกฯ ได้สอบถามถึงเรื่องการกักเก็บน้ำ ระบายน้ำที่จังหวัดอุบลราชธานี และความเสี่ยงของน้ำแล้ง พร้อมกับสอบถามด้วยว่า ในปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ในพื้นที่ไหน
เลขาธิการ สทนช. ยอมรับว่าท่วม ซึ่งน้ำท่วมฉับพลันมีแน่นอนอยู่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครน่าจะมี เนื่องจากปัจจุบันสภาพอากาศแปรปรวนในเรื่องความเข้มของฝน ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่กรุงเทพมหานคร ระบบการระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่ปริมาณฝนที่ตกลงมา บางครั้งความเข้มเกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หรือบางช่วงถึง 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ก็จะเกิดน้ำขังรอการระบาย
พื้นที่ลุ่มต่ำต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะท่วมอย่างแน่นอน และในช่วงฤดูฝนปีนี้ปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติ จึงมีแนวโน้มที่จะท่วม แต่เราได้มีการเตรียมการ และบริหารจัดการทุกรูปแบบ เพราะถ้าไม่ทำ ก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วมในปริมาณมาก และอาจเป็นช่วงระยะเวลายาว แต่ที่เราวางมาตรการรับมือไว้ในบางพื้นที่อาจจะท่วม
แต่เมื่อมีการป้องกัน ก็อาจจะไม่ท่วมได้ รวมถึงบางพื้นที่มีแนวโน้มอาจจะท่วมมาก แต่ก็อาจจะทำให้ท่วมน้อยลงหลังจากที่เราดำเนินมาตรการต่างๆที่วางไว้
ด้าน ชัชชาติ กล่าวรายงานว่า กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการแก้ไขจุดต่าง ๆ ตามที่นายกฯ มอบนโยบายไว้แล้ว โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ดำเนินการไปเกือบครบถ้วนแล้ว ทั้งขุดลอกคูคลอง ลอกท่อ เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนที่ต้องขอสนับสนุนคือ ขอสนับสนุนกองทัพเรือเรื่องเครื่องผันน้ำ จึงขออนุญาตประสานกองทัพเรือต่อไป
และในเรื่องของกรมชลประทาน ขอให้ช่วยระบายน้ำคลองรังสิตและเขตประเวศ ซึ่งที่ผ่านมาฝนตกทางกรมชลประทานช่วยกรุณาระบายน้ำออก ทำให้ลดระดับน้ำลงได้ และอีกส่วนคือ กรมทางหลวง ที่มีพื้นที่บริหารที่ยังทำคูระบายน้ำไม่เสร็จในจุดวิภาวดี ก็จะเร่งดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่กรมราชทัณฑ์ ที่ผ่านมาให้ความร่วมมือดีมาก เรื่องการลอกท่อ ต้องขอชื่นชม
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราได้ถอดบทเรียนทุกปีของสถานการณ์น้ำ ซึ่งเห็นว่ายังไม่ได้เตรียมเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงอยากรบกวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมร่วมกัน เพื่อตั้งศูนย์บริหารบริการสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกๆภาคด้วย

ขณะที่นายกฯ กล่าวว่า ศูนย์ส่วนหน้าทำงานมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหา ดังนั้น เราควรมาพูดกันว่าตรงไหนไม่เวิร์ค แล้วตรงไหนต้องแก้ไขปัญหาบ้าง ส่วนข้อเสนอของ ร.อ.ธรรมนัส โดยหลักการ ให้ทุกกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้รับไปปฏิบัติตามด้วย
นายกฯ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งเป็นวาระแห่งชาติ ต้องวางแผนอย่างรอบคอบในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ซึ่งขณะนี้ การเข้าฤดูฝน 3 เดือนระยะสั้นนี้ ให้เน้นการทำงานที่มีเอกภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เรามาทำงานร่วมกันหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าใจน้ำท่วมมีทุกปี แต่ต้องทำให้น้อยที่สุด เอาที่สามารถทำได้ และต้องยอมรับว่า เราทำได้ดีกว่านี้และทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น มองปัญหาอนาคต
อย่างที่จังหวัดอุบลราชธานี การพยากรณ์ กรมอุตุนิยมวิทยา ถือเป็นส่วนสำคัญ เราต้องทำงานร่วมกันให้มีเอกภาพ ถ้าเกิดปัญหาก็ต้องช่วยเหลือกันไป จริง ๆ แล้ววันนี้ ต้องขอบคุณที่สละเวลากันมา ได้ข้อคิด หลักการทำงานที่จะต้องเดินต่อไป ขอสรุปสั้น ๆ ข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์น้ำ เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพแหล่งน้ำในพื้นที่ทุ่งลำน้ำ พื้นที่ลุ่ม จุดเกิดน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ให้เกิดน้ำเน่าเกิดขึ้น
พื้นที่เศรษฐกิจชุมชนเมือง ต้องป้องกันน้ำเข้าห้ามเกิดน้ำไหลท่วมฉับพลัน ต้องมีแผนเร่งระบายน้ำ หน่วยงานจะต้องเข้าร่วมกันดูแลอย่างเป็นเอกภาพ วางแผนบูรณาการให้ดี เรื่องเคลียร์ทางน้ำ วัชพืช ที่ทำให้เกิดความตื้นเขิน ซึ่งเคยคุยกับ รมว.กลาโหมและกองทัพ ในประสิทธิภาพการช่วยเหลือตรวจเช็คความแรงของเขื่อนกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ รวมถึงการเตือนภัยของกรมอุตุฯ ต้องชัดเจนแม่นยำ เพราะอันตรายจะมาได้ ถ้าไม่มีการแจ้งเตือน
ดูถึงผลผลิตการเดือดร้อนของเกษตรกรด้วย แผนการช่วยเหลือประชาชน หากมีน้ำท่วมเกิดขึ้น ซึ่งปีนี้เราคิดว่าจะไม่มี แต่แน่นอนเราต้องมีความพร้อม เตรียมเรื่องของเรือ เวชภัณฑ์ ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานรัฐ ราชการต่าง ๆ และหน่วยความมั่นคง ที่ช่วยกันแก้ไขปัญหาเฉพาะ ที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันดีรองนายกฯ บอกปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งต้องดูเรื่องบูรณาการและแผนระยะยาว และเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเราคุยกันในช่วง 4-5 เดือนข้างหน้านี้ ก็ต้องแก้ไขปัญหาด้วย ขอให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสานงานกันอย่างดี




