ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตาแบบไม่กะพริบ สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในเดือนสิงหาคมนี้ อันเนื่องมาจาก 3 เรื่องร้อน ๆ ได้แก่ คดียุบพรรคก้าวไกล, คดี ‘40 สว.’ ยื่นถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะพ้นโทษ
โดยในส่วนของ ทักษิณ นั้นได้ขออนุญาตศาลเดินทางไปดูไบ เพื่อรักษาตัวแต่ไม่ได้รับอนุญาต จึงถูกตั้งข้อสังเกตถึงความไม่มั่นใจสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเดือนสิงหาคม จึงจะออกไปตั้งหลักก่อน
ในเรื่องนี้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า ไม่แน่ใจ เพราะอ่านเพียงแต่ข่าวตามหนังสือพิมพ์ว่า ทักษิณจะไปพบแพทย์ แต่ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากแพทย์ในประเทศไทยมีอยู่แล้ว และก็เข้าใจว่าแพทย์ไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว
เมื่อถามย้ำว่า ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองเดือนนี้ใช่หรือไม่ เนื่องจากจะมีคดีสำคัญจนอาจทำให้ ทักษิณ ต้องไปตั้งหลัก เศรษฐา กล่าวว่า ไม่น่าเกี่ยวกัน เพราะวันที่ 7 ส.ค. เป็นเรื่องของพรรคก้าวไกล และวันที่ 14 ส.ค. ก็เป็นเรื่องของตนเอง ส่วน ทักษิณเองก็ยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 และ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะลูกสาว ก็ออกมายืนยัน ไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะไปตั้งหลักต่างประเทศ ซึ่งประเด็นดังกล่าว ทักษิณ ระบุว่าจะออกไปเรื่องสุขภาพ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิเคราะห์ว่าสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเดือน ส.ค.มีความน่าเป็นห่วง นายกฯ ได้ประเมินอะไรหรือไม่ เศรษฐา กล่าวว่า ตามที่บอกไปเมื่อวันอังคาร 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ
เมื่อถามย้ำว่า จาก 3 คดีช่วงเดือนนี้จึงเกิดกระแสข่าวจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา ยืนยันว่า ไม่มีการพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าว ทุกคนยังคงทำงานกันอย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อคืน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เดินทางไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพมารดาของตนเอง ก็มีการพูดคุยถึงปัญหาบ้านเมืองและการเตรียมพร้อมลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันพรุ่งนี้ โดยวันนี้ พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เดินทางล่วงหน้าไปเมื่อวานนี้แล้ว และได้มีการเชิญผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) มาหารือก่อนลงใต้ ช่วงเที่ยงวันนี้
ส่วนหากวันที่ 14 ส.ค. คดีของนายกฯ ไม่มีปัญหาจะมีการปรับ ครม.หรือไม่นั้น เศรษฐา กล่าวว่า ผมยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย
อย่างที่บอก ในคดีของผมก็จบแล้ว เพราะศาลฯ ไม่ได้เรียกขอข้อมูลเพิ่มเติมมา ซึ่งผมได้ทำคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้ก็ต้องดูปัญหาบ้านเมืองอย่างเดียว ผมไม่อยากคิดไปไกล การปรับเปลี่ยน ครม. ผมเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่เหลือ 3 ปี แน่นอนว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่มีการโยงใยกับวันที่ 14 ส.ค.นี้ หรือกรณีของพรรคก้าวไกลที่มีการตัดสินวันที่ 7 ส.ค.นี้ ดังนั้น ขออย่าไปโยง เพราะจะทำให้เกิดความซับซ้อนและเข้าใจผิด เบี่ยงเบนความสนใจในประเด็นบางเรื่องที่เราต้องทำ ผมอยากให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีความไขว้เขวในเรื่องนี้ ผมคิดว่ามาทำงานกันดีกว่า
ส่วนเมื่อถามว่า หากมีการปรับ ครม. พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังอยู่ครบหรือไม่ หรือจะมีการนำของเก่าออกและเอาของใหม่เข้ามาบ้าง ปรากฏว่า เศรษฐา ไม่ตอบคำถามดังกล่าว
เมื่อถามต่อว่า มีความหวาดระแวงหรือไม่ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนตัวจะมีคนในรัฐบาล เข้ามาแทนนายกฯ หากศาลตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เศรษฐา กล่าวว่า เรื่องการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ 314 เสียง มันก็แน่นอยู่แล้ว
ถ้ามัวแต่พะว้าพะวัง กับคำว่า ‘อาจจะ’ แบบนี้ อย่างที่บอก ผมไม่อยากให้ทุกคนที่ดูแลบ้านเมืองมาไข้วเขวกับเรื่องนี้
เมื่อถามย้ำว่า จะต้องดึงคนจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเพิ่มเพื่อให้ 314 เสียงแน่นขึ้นหรือไม่ ทำให้ เศรษฐา ถึงกับส่ายศรีษะเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “เรื่องนี้ยังไม่ได้คิดเลย โยงใยเรื่องปรับ ครม. ดึงคนมาเสียบ และการดึงคนเข้าคนออกยังไม่มีในตอนนี้ เพราะปัญหาเยอะเหลือเกินซึ่งเราต้องช่วยเหลือกัน ซึ่งท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างในทุกวัน และรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป”
พอใจประชาชนตื่นตัวลงทะเบียน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ในแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ โดยอ้างว่า มีผู้ลงทะเบียนถึง 18.3 ล้านคนแล้ว สำหรับวันแรก ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ถือว่าเยอะมาก ส่วนตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนความต้องการของประชาชนและตัวเลขทางเศรษฐกิจใดบ้างหรือไม่นั้น เชื่อว่าสามารถบ่งบอกได้หลายอย่าง อย่างเช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการใหม่ ๆ ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความตื่นตัว และเข้าใจดีขึ้น และแอปพลิเคชันก็มีความเสถียรในจุด ๆ หนึ่ง แต่แน่นอนว่า ในเรื่องของการทุจริตหรือความไม่ถูกต้อง เราก็ให้ความสำคัญ
เตรียมหารือป้องกัน ‘แอปฯ ปลอม’ ระบาด-ข้อมูลรั่วไหล-แลกเงินสด ย้ำมั่นใจโครงการถูกกฎหมาย พร้อมแจงองค์กรอิสระ
ส่วนจะมีการป้องกันอย่างไร หลังมีกระแสข่าวถึงการเตรียมแลกเงินดิจิตอลเป็นเงินสด นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า มีวิธีการที่จะป้องกัน โดยเตรียมหารือกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่วนเรื่องแอปพลิเคชันปลอมก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตำรวจสอบสวนกลาง ก็จะช่วยกันดูแลเรื่องนี้
เมื่อถามย้ำถึงความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคลของแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ที่ประชาชนหลายคนหวั่นว่าข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “มั่นใจครับ ตรงนี้มั่นใจครับ”
เมื่อถามว่า งบประมาณผ่านสภาฯ แล้ว แต่จะมีผู้ไปยื่นร้องศาลปกครอง จะทำให้โครงการนี้สะดุดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า มั่นใจในความสุจริต และมั่นใจในที่มาที่ไปของโครงการนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องตอบทุกข้อสงสัยขององค์กรอิสระทั้งหลาย
เมื่อถามย้ำว่า ไทม์ไลน์จะสะดุดหรือช้าลงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นอะไร และขออย่าไปคาดเดาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น หากเกิดขึ้นเราก็ดีลกับมันไป”
มองบวกกระแสดราม่า ‘โฆษณา Apple’ ด้อยค่าท่องเที่ยวไทย ชี้เหรียญมี 2 ด้าน
ส่วนเมื่อถามถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์โฆษณาของบริษัท Apple ที่มีเนื้อหาลักษณะด้อยค่าการท่องเที่ยวในประเทศไทย นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า มีโอกาสรับชมโฆษณาบ้างนิดหน่อย และโฆษณาดังกล่าวออกมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว
ส่วนเมื่อถูกถามว่า มีความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่ เพราะโฆษณาดังกล่าวถูกมองว่ามีเนื้อหาด้อยค่าการท่องเที่ยวของประเทศ เนื่องจากขณะนี้ ไทยก็กำลังชูโรงเรื่องการท่องเที่ยวอยู่ นายกรัฐมนตรี ก็กล่าวว่า ‘เหรียญมี 2 ด้าน’ แต่บริษัท Apple เองก็ให้ความสำคัญ และจำได้ว่าเขาได้มีการตั้งสถาบันขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อที่จะเฟ้นหาบุคลากรด้านเทคโนโลยี หรือเขียนแอปพลิเคชัน ซึ่งเปรียบเสมือนอาคาเดมีอย่างหนึ่ง
ผมขอมองในแง่บวกดีกว่า ซึ่งบริษัท Apple ก็มีความตั้งใจที่จะมาทำธุรกิจในประเทศไทย มาสร้างความหวังและแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย ซึ่งอย่างที่บอกก่อนหน้านี้ ประเทศไทยก็มีนักพัฒนาโปรแกรม แอปพลิเคชันกว่า 300,000 คน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดที่มี ก็ถือว่าเป็นจำนวนมาก และสะท้อนถึงคุณภาพของบุคลากรที่มีอนาคต ซึ่งผมเชื่อว่าประเทศไทยก็สามารถที่จะเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีในสมัยใหม่ได้อย่างเต็มที่
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่า ไม่กังวลในกรณีที่บริษัท Apple อาจไม่อยากมาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากคนไทยมีกระแสต่อต้าน และจะหันไปใช้ระบบ ‘แอนดรอยด์’ มากขึ้น




