นับตั้งแต่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรีในรัฐบาล “เศรษฐา 1/1” เมื่อ 28 เม.ย. จนถึง 21พ.ค. 2567 ผ่านมา 24 วัน มีรัฐมนตรีประกาศลาออกจากรัฐมนตรี แล้ว 3 ราย ซึ่งทั้ง 3 คน เป็นผลพวงจากการปรับ ครม. ทั้งสิ้น อีกทั้ง 3 รัฐมนตรี ต่างเขียนเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาในหนังสือลาออก
เริ่มจาก ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งถูกปรับพ้นจากตำแหน่งรองนายกฯ เหลือเพียง รมว.ต่างประเทศ หลังจากโผ ครม. ออกอย่างเป็นการได้ไม่ทันข้ามวัน (28เม.ย.)
“สาเหตุของการปรับผมออกจากรองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ผมเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับผมไม่มีผลงานแน่นอน เพราะผมทุ่มเทการทํางานด้านต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” ปานปรีย์ ระบุตอนหนึ่งในหนังสือลาออก
“แม้การปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่ในการทำงานในตำแหน่งรมว.ต่างประเทศนั้น ส่วนมากจะมีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีพ่วงด้วย เพี่อที่เวลาเดินทางไปปฏิบัติราชการหรือเจรจาใดๆในต่างประเทศ จะได้มีเกียรติและสามารถดำเนินการได้ราบรื่นมากขึ้น” ปานปรีย์ กล่าวตอนหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อเพิ่มเติม
“เมื่อมีการปรับ ครม. แล้วผมต้องหลุดจากตำแหน่งหนึ่ง จึงตกใจอยู่เหมือนกัน ว่าทำอะไรผิด” ปานปรีย์ กล่าวตอนหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อเพิ่มเติม
ต่อมา กฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยื่นหนังสือลาออกเมื่อ 8 พ.ค.2567 หลังจาก พิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคำสั่งมอบหมายงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ยับยั้งการลาออก โดยให้ไปคิด 1 คืน แต่สุดท้าย กฤษฎา ยืนกรานลาออกตามที่ได้ตัดสินใจ
“เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง รมว.คลัง โดยมีแนวคิดในการทำงานที่แตกต่างกัน รวมทั้งการไม่ให้เกียรติต่อกันในการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม กระผมจึงเห็นว่าคงไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้” กฤษฎา กล่าวตอนหนึ่งในหนังสือลาออก
ทั้งนี้เป็นผลพวงมาจากการ ‘แบ่งงาน-หน่วยงาน’ ของ รมว.คลัง ครั้งนี้ ได้ลดหน่วยงานที่ กฤษฎา กำกับดูแลลงเหลือส่วนราชการเพียง 1 หน่วยงาน คือ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่เป็นส่วนราชการระดับกรม
ขณะที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจ 5 แห่ง คือ การยาสูบแห่งประเทศไทย , สถาบันคุ้มครองเงินฝาก , บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) , สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)
ส่วนการแบ่งงานในสมัย เศรษฐา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อ 14 ก.ย.67 กฤษฎา ได้กำกับดูแลส่วนราชการ 3 แห่ง คือ กรมบัญชีกลาง , กรมสรรพสามิต , สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง รวมทั้งได้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย , ธนาคารออมสิน , ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) , ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) , บรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) , องค์การสุรา , การยาสูบแห่งประเทศไทย และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ล่าสุด 21 พ.ค.67 คือ พิชิต ชื่นบาน อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่เรียกว่า ‘กลับลำ’ ช่วงเช้ายืนกรานไม่ลาออก แต่ช่วงบ่ายร่อนหนังสือลาออกจาก รมต.สำนักนายกฯ
“เมื่อมีการยื่นคำร้องเกี่ยวกับข้าพเจ้า ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าได้ตรวจสอบและเชื่อมั่นโดยสุจริตแล้วว่าข้าพเจ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายทุกประการก็ตาม แต่เรื่องนี้ได้มีการพาดพิงไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี หัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดินต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี” พิชิต ระบุตอนหนึ่งในหนังสือลาออก
ภายหลัง 40 สว. ลงชื่อยื่นศาล รธน. ให้พิจารณาการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ของ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ พิชิต ชื่นบาน รมว.สำนักนายกฯ เพราะขาดคุณสมบัติตาม รธน. มาตรา 160(4) และ 160(5) เหตุ พิชิต เคยถูกศาลฎีกาตัดสินให้มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและถูกจำคุก 6 เดือน เมื่อปี 2551 ในคดีดัง ‘ถุงขนม 2 ล้านบาท’ เมื่อครั้งเป็นทนายความให้ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตหลังลูกทีมของ พิชิต ได้นำถุงบรรจุเงินสด 2 ล้านบาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในช่วงพิจารณา ‘คดีที่ดินรัชดาฯ’




