เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย, จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 เบอร์ 1 และคณะ ลงพื้นที่บริเวณตลาดเมืองใหม่ จ.เชียงใหม่ ในช่วงเช้า ก่อนเดินทางมาสี่แยกรินคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ของ จ.เชียงใหม่ โดย เศรษฐา ได้พูดคุยกับ ส.ส.ในพื้นที่, วิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ รองนายก อบจ.เชียงใหม่ รวมไปถึงหอการค้า จ.เชียงใหม่ ถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ด้วย
เศรษฐา ระบุว่า เรื่องฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาลึกซึ้ง ต้องการผู้นำที่เอาใจใส่จริงจังในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการเผาทั้งหลาย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในประเทศก็มีการไปติดต่อซื้อพันธุ์พืชมาจากประเทศใกล้เคียง ซึ่งกระตุ้นการผลิต แต่ไม่ได้สนใจปลายน้ำ ดังนั้น อาจต้องนำมาตรการภาษีมาเกี่ยวข้องด้วย หากไม่มีการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น โดยจะนำเงินภาษีที่ได้ช่วยเหลือประชาชนในการกำจัดซากพืชผลและการเผาด้วย
ส่วนกรณีที่มีการเข้าป่าไปเผาพืชผล เพื่อนำมาขายในท้องตลาดนั้น เศรษฐา ระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะพี่น้องประชาชนประสบปัญหาเรื่องรายจ่ายสูง รายได้ต่ำมานาน ทั้งนี้ ผักหวานเป็นพืชที่ขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท เพราะต้องมีการไปเผาก่อนถึงจะแตกหน่อมาได้ก่อนเก็บมาขายและได้ราคาดี พร้อมชูนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมเพื่อแก้ปัญหา นอกจากนี้ เศรษฐา ยังมองว่า เป็นความบกพร่องของรัฐบาลปัจจุบัน ในเรื่องการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทย จะไม่ใช้โอกาสก่อนการเลือกตั้ง ไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน
“พรรคเพื่อไทยคงคิดว่าไม่มีความเหมาะสม หากจะต้องใช้โอกาสก่อนเลือกตั้งไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเวลาเราก็น้อย และอย่าก้าวเกินไปไกลกว่าหน้าที่ที่เราจะทำ แต่ถ้าพี่น้องประชาชนให้ฉันทามติพรรคเพื่อไทย เข้าไปบริหารประเทศ ก็ยืนยันว่าจะนำเรื่องฝุ่น PM 2.5 เข้ามาบริหารจัดการก่อนเป็นเรื่องแรก ไม่ใช่แค่จังหวัดเชียงใหม่อย่างเดียว แต่จะรวมกับจังหวัดอื่นๆ ด้วย ถ้าเป็นสิทธิค่านิยมพื้นฐานของประชาชนที่คนไทยไม่ต้องเรียกร้องเพื่อนำอากาศบริสุทธิ์กลับคืนมา” เศรษฐา ระบุ
ด้าน จักรพล อ้างว่า เรื่องฝุ่น PM 2.5 เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทย ทวงถามมาตลอด ส่วนในวันที่ 16 เม.ย.นี้ ตนจะไปร้องศาลปกครอง พร้อมกับประชาชนเพื่อแสดงออกสิ่งที่ทำมาตลอด โดยร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หมดอายุไปตามสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ก็เป็นสารตั้งต้นที่จะผลักดัน เพราะเนื้อหากฎหมายได้ขยายเพดานการเจรจาประเทศเพื่อนบ้าน ในเรื่องหมอกควันข้ามพรหมแดน พร้อมยืนยัน ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย จะอยู่ในสถานะใด ก็จะทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ชาวเชียงใหม่
เศรษฐา ระบุว่า เรื่องฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาลึกซึ้ง ต้องการผู้นำที่เอาใจใส่จริงจังในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการเผาทั้งหลาย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในประเทศก็มีการไปติดต่อซื้อพันธุ์พืชมาจากประเทศใกล้เคียง ซึ่งกระตุ้นการผลิต แต่ไม่ได้สนใจปลายน้ำ ดังนั้น อาจต้องนำมาตรการภาษีมาเกี่ยวข้องด้วย หากไม่มีการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น โดยจะนำเงินภาษีที่ได้ช่วยเหลือประชาชนในการกำจัดซากพืชผลและการเผาด้วย
ส่วนกรณีที่มีการเข้าป่าไปเผาพืชผล เพื่อนำมาขายในท้องตลาดนั้น เศรษฐา ระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะพี่น้องประชาชนประสบปัญหาเรื่องรายจ่ายสูง รายได้ต่ำมานาน ทั้งนี้ ผักหวานเป็นพืชที่ขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท เพราะต้องมีการไปเผาก่อนถึงจะแตกหน่อมาได้ก่อนเก็บมาขายและได้ราคาดี พร้อมชูนวัตกรรมด้านเกษตรกรรมเพื่อแก้ปัญหา นอกจากนี้ เศรษฐา ยังมองว่า เป็นความบกพร่องของรัฐบาลปัจจุบัน ในเรื่องการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทย จะไม่ใช้โอกาสก่อนการเลือกตั้ง ไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน
“พรรคเพื่อไทยคงคิดว่าไม่มีความเหมาะสม หากจะต้องใช้โอกาสก่อนเลือกตั้งไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเวลาเราก็น้อย และอย่าก้าวเกินไปไกลกว่าหน้าที่ที่เราจะทำ แต่ถ้าพี่น้องประชาชนให้ฉันทามติพรรคเพื่อไทย เข้าไปบริหารประเทศ ก็ยืนยันว่าจะนำเรื่องฝุ่น PM 2.5 เข้ามาบริหารจัดการก่อนเป็นเรื่องแรก ไม่ใช่แค่จังหวัดเชียงใหม่อย่างเดียว แต่จะรวมกับจังหวัดอื่นๆ ด้วย ถ้าเป็นสิทธิค่านิยมพื้นฐานของประชาชนที่คนไทยไม่ต้องเรียกร้องเพื่อนำอากาศบริสุทธิ์กลับคืนมา” เศรษฐา ระบุ
ด้าน จักรพล อ้างว่า เรื่องฝุ่น PM 2.5 เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทย ทวงถามมาตลอด ส่วนในวันที่ 16 เม.ย.นี้ ตนจะไปร้องศาลปกครอง พร้อมกับประชาชนเพื่อแสดงออกสิ่งที่ทำมาตลอด โดยร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หมดอายุไปตามสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ก็เป็นสารตั้งต้นที่จะผลักดัน เพราะเนื้อหากฎหมายได้ขยายเพดานการเจรจาประเทศเพื่อนบ้าน ในเรื่องหมอกควันข้ามพรหมแดน พร้อมยืนยัน ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย จะอยู่ในสถานะใด ก็จะทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ชาวเชียงใหม่




