เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ยืนยัน หากได้เป็นรัฐบาลแล้วมีงบประมาณรายจ่ายประจำเหลืออยู่ 2 แสนล้านบาท ก็เพียงพอต่อการผลักดันนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ส่วนที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความเป็นห่วงกรณีนโยบายเติมเงินกระเป๋าเงินดิจิทัลนั้น ยืนยันว่า นโยบายนี้ ตรงใจและโดนใจประชาชน เพราะทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย คิดมาอย่างรอบคอบแล้ว แต่หากจะให้นำนโยบายนี้ไปเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่น ก็คงจะไม่ใช่ทางของตนเอง
พร้อมอ้างว่า หากลองศึกษานโยบาย จะพบว่าบางพรรคการเมืองใช้เงินค่อนข้างมาก เช่น กรณีจ่ายเงิน 700 บาท ต่อเดือน ให้ผู้มีสิทธิกว่า 20 ล้านคน ที่ใช้งบประมาณกว่า 8 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งการให้แบบนี้ เป็นการให้แบบ ‘หยอดน้ำข้าวต้ม’ เพราะประชาชนเดือดร้อนมานาน แต่ของพรรคเพื่อไทย เป็นการให้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่
“จริงๆ ไม่ใช่วิสัยของพรรคเพื่อไทย ที่จะไปดูนโยบายคนอื่น แต่หน้าที่ของแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย มีหน้าที่เดินสายพบปะประชาชนกระจายนโยบายดีๆ ให้ประชาชนรับทราบ หน้าที่แต่ละพรรคก็มีหน้าที่เสนอนโยบายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้” เศรษฐา ระบุ
พร้อมกันนี้ มั่นใจว่า ฝ่ายกฎหมายจะสามารถชี้แจงทุกนโยบาย กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หลังถูก กกต. เรียกให้ชี้แจงใน 7 วัน อีกทั้งเมื่อได้เข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว จะสามารถเดินหน้านโยบายได้โดยไม่มีอุปสรรค และจะทันต่อที่เคยประกาศไว้ว่า จะเริ่มต้นนโยบายได้ทันทีในต้นปี 2567 แต่ต้องขึ้นอยู่กับการประกาศรับรอง ส.ส. ด้วย ว่าขั้นตอนดังกล่าวจะรวดเร็วเพียงใด ทั้งนี้ มั่นใจว่านโยบายพรรคเพื่อไทย นั้นดีและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน
ส่วนที่หน่วยงานด้านการเงินการคลัง เป็นห่วงเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่เหลือให้ใช้จ่ายได้อีก 2 แสนล้านบาท อาจไม่เพียงพอต่อการทำนโยบายประชานิยมนั้น ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย สามารถหาเงินมาเติมได้ ภายใต้อัตราการเก็บภาษีเท่าเดิม ทั้งภาษี VAT และภาษีนิติบุคคล ซึ่งทีมเศรษฐกิจได้คิดถึงช่องทางการหาเงินงบประมาณไว้หมดแล้ว และไม่กระทบกับเรื่องค่าเงินบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องเงินสกุลอื่นๆ
“การที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ อาจเป็นเพราะเป็นนโยบายที่โดนใจได้รับความสนใจจากประชาชนมาก และพรรคอื่นอาจจะกังวลใจที่เพื่อไทย ออกนโยบายนี้ ซึ่งนั่นเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย คิดใหญ่ ทำเป็น” เศรษฐา ระบุ
เศรษฐา ระบุด้วยว่า ตลอดการหาเสียง หากยังถูกโจมตีเรื่องนี้อยู่ก็ไม่กังวล เพราเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมมองว่า กกต. ไม่ได้พุ่งเป้าเอาผิดกับพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการทำตามหน้าที่
“พรรคก็พร้อมเคารพต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ไม่มีปัญหา พร้อมชี้จงตลอด และขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เมื่อถูกถามทุกวัน ตนก็พร้อมตอบทุกวัน เราชี้แจงได้ทุกวัน” เศรษฐา ระบุ
เมื่อถามว่า ยังไหวที่จะต้องชี้แจงนโยบายนี้ไปตลอดจนกว่าจะมีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นหรือไม่ เศรษฐา ได้ยกแขนทำท่าเบ่งกล้าม พร้อมระบุว่า “ไม่มีปัญหา ครับแข็งแกร่งครับ สู้ครับ”
พร้อมอ้างว่า หากลองศึกษานโยบาย จะพบว่าบางพรรคการเมืองใช้เงินค่อนข้างมาก เช่น กรณีจ่ายเงิน 700 บาท ต่อเดือน ให้ผู้มีสิทธิกว่า 20 ล้านคน ที่ใช้งบประมาณกว่า 8 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งการให้แบบนี้ เป็นการให้แบบ ‘หยอดน้ำข้าวต้ม’ เพราะประชาชนเดือดร้อนมานาน แต่ของพรรคเพื่อไทย เป็นการให้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่
“จริงๆ ไม่ใช่วิสัยของพรรคเพื่อไทย ที่จะไปดูนโยบายคนอื่น แต่หน้าที่ของแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย มีหน้าที่เดินสายพบปะประชาชนกระจายนโยบายดีๆ ให้ประชาชนรับทราบ หน้าที่แต่ละพรรคก็มีหน้าที่เสนอนโยบายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้” เศรษฐา ระบุ
พร้อมกันนี้ มั่นใจว่า ฝ่ายกฎหมายจะสามารถชี้แจงทุกนโยบาย กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หลังถูก กกต. เรียกให้ชี้แจงใน 7 วัน อีกทั้งเมื่อได้เข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว จะสามารถเดินหน้านโยบายได้โดยไม่มีอุปสรรค และจะทันต่อที่เคยประกาศไว้ว่า จะเริ่มต้นนโยบายได้ทันทีในต้นปี 2567 แต่ต้องขึ้นอยู่กับการประกาศรับรอง ส.ส. ด้วย ว่าขั้นตอนดังกล่าวจะรวดเร็วเพียงใด ทั้งนี้ มั่นใจว่านโยบายพรรคเพื่อไทย นั้นดีและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน
ส่วนที่หน่วยงานด้านการเงินการคลัง เป็นห่วงเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่เหลือให้ใช้จ่ายได้อีก 2 แสนล้านบาท อาจไม่เพียงพอต่อการทำนโยบายประชานิยมนั้น ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย สามารถหาเงินมาเติมได้ ภายใต้อัตราการเก็บภาษีเท่าเดิม ทั้งภาษี VAT และภาษีนิติบุคคล ซึ่งทีมเศรษฐกิจได้คิดถึงช่องทางการหาเงินงบประมาณไว้หมดแล้ว และไม่กระทบกับเรื่องค่าเงินบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องเงินสกุลอื่นๆ
“การที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ อาจเป็นเพราะเป็นนโยบายที่โดนใจได้รับความสนใจจากประชาชนมาก และพรรคอื่นอาจจะกังวลใจที่เพื่อไทย ออกนโยบายนี้ ซึ่งนั่นเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย คิดใหญ่ ทำเป็น” เศรษฐา ระบุ
เศรษฐา ระบุด้วยว่า ตลอดการหาเสียง หากยังถูกโจมตีเรื่องนี้อยู่ก็ไม่กังวล เพราเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมมองว่า กกต. ไม่ได้พุ่งเป้าเอาผิดกับพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการทำตามหน้าที่
“พรรคก็พร้อมเคารพต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ไม่มีปัญหา พร้อมชี้จงตลอด และขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เมื่อถูกถามทุกวัน ตนก็พร้อมตอบทุกวัน เราชี้แจงได้ทุกวัน” เศรษฐา ระบุ
เมื่อถามว่า ยังไหวที่จะต้องชี้แจงนโยบายนี้ไปตลอดจนกว่าจะมีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นหรือไม่ เศรษฐา ได้ยกแขนทำท่าเบ่งกล้าม พร้อมระบุว่า “ไม่มีปัญหา ครับแข็งแกร่งครับ สู้ครับ”



