เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปดูเรื่องราคาสินค้าหรือไม่ สืบเนื่องมาจากกระแสข่าวการเตรียมขึ้นเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยนายกฯ ชี้แจงว่า “ไม่ได้บอกว่าจะขึ้นเงินเดือน แต่ให้ไปศึกษา และการให้ไปศึกษา ไม่ได้หมายความว่าจะให้ขึ้นทันที”
เมื่อถามว่า จะทำให้สินค้าจ่อขึ้นราคาล่วงหน้าหรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า “ยังไม่ได้ขึ้นราคา มันยังตั้งไม่ได้ ยังไงเรื่องนี้กรมการค้าภายใน ก็ต้องดูแลอยู่แล้ว”

รอข้อมูลจาก ‘ก.พ.’ ก่อนปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เชื่อมีความชัดเจนภายใน พ.ย.นี้
ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เกี่ยวกับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ว่าจะปรับขึ้นหรือไม่ หรือจะปรับขึ้นในอัตราเท่าไหร่ หรือกับข้าราชการทั่วทุกคน หรือเฉพาะกลุ่ม ต้องศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบในหลายหลายด้าน ซึ่งขณะนี้ ต้องยอมรับว่าประชาชนและข้าราชการและข้าราชการกำลังเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม จะได้ข้อสรุปภายในเดือน พ.ย. ตามสั่งการนายกฯ และนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป
การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ยังไงต้องปรับแน่นอน คาดเร็วสุดภายในปีนี้

นัดถก ‘4 หน่วยงาน’ ตามข้อสั่งการนายกฯ 10 พ.ย.นี้ จับตาขึ้นเงินเดือนข้าราชการ-ขยับเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรี 2.5 หมื่น
ปานปรีย์ ระบุว่า เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายมา ซึ่งได้แจ้ง 4 หน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม (สศช.), คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), สำนักงบประมาณ ให้มาประชุมกันที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 10 พ.ย. 2566 โดยตนเองเป็นประธานในการประชุม พร้อมขอให้ประชุมลักษณะนี้ 2 ครั้ง เพื่อเสนอ ครม.ภายในเดือนนี้ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่าจะมีการขยับขึ้นเหมือนตอนสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนปรับขั้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาทหรือไม่ ปานปรีย์ กล่าวว่า มีการไปดูจากฐานข้อมูลเดิมด้วย ไปดูจำนวนและกลุ่มบัญชีที่ปรับขึ้น
การปรับขึ้นเงินเดือนของรัฐบาลนี้ จะเป็นไปตามที่พรรคหาเสียงไว้ คือเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรี 25,0000 บาทต่อเดือน แต่จะต้องใช้เวลาในการขยับขึ้น ซึ่งคณะทำงานจะมีการดูรายละเอียดพวกนี้เพื่อเสนอต่อ ครม.ด้วย
ส่วนวันที่ 22-24 พ.ย.นี้ กระทรวงการต่างประเทศจะเชิญเอกอัครราชทูตทั่วโลก เพื่อประชุมกระทรวงการต่างประเทศ ในการรับนโยบาย โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในการเปิดงาน โดยประเด็นสำคัญที่จะแจ้งให้ทูตทั่วโลกรับทราบมี 3-4 เรื่องหลักๆ ได้แก่ เรื่องบทบาทการทูตและเศรษฐกิจ ที่ต้องการให้ทูตมีบทบาทในการเปิดประเทศ เรื่องความมั่นคง และเรื่องแนวโน้มการเปลี่ยนของโลกที่ประเทศต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อในปีหน้า รัฐบาลจะได้รุกในตลาดต่างประเทศ การทำเอฟทีเอ และการเจรจาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ




