หลังรัฐบาลผ่านการทำงานไปแล้ว 60 วัน ก็ได้โอกาสรวบรวมผลการดำเนินงานมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชน
โดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้จัดรายการพิเศษ “Chance of Possibility จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 60 วัน” เพื่อบอกเล่าการทำงานของรัฐบาลช่วง 60 วันที่ผ่านมา โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที ซึ่ง เศรษฐา ได้พูดในหลายเรื่อง อาทิ มาตรการเร่งด่วนอย่างการลดรายจ่าย โดยเฉพาะค่าไฟ จาก 4.45 บาท เป็น 4.10 บาท และลดลงอีกเหลือ 3.99 บาท นอกจากนี้ ยังมีการลดดอกเบี้ยและพักหนี้เกษตรกร ส่วนที่จะทำต่อไปคือดูแลเรื่องปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งระยะกลางจะมีการลดหนี้ของหนี้นอกระบบ
เศรษฐา ยังกล่าวถึงการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนที่มีหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต พร้อมชี้แจงถึงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้อีกส่วนหนึ่งของประเทศ ผ่านนโยบายอย่างการให้วีซ่าฟรีแก่ จีน ไต้หวัน อินเดีย ตลอดจนคาซัคสถาน และมีการยกเว้นขั้นตอนของ ตม.6 ทำให้ทางภาคใต้มีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก รวมทั้งยังดูทั้งเรื่องการเดินทาง การอำนวยความสะดวก อย่างเรื่องของการจัดการสัมภาระ ซึ่งดูทั้งระบบ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ถึงแผ่นดินไทย จนก้าวสุดท้ายที่จะออกไป
ด้านการคมนาคม เศรษฐา ชี้แจงถึงเมื่อครั้งเดินทางไปประชุมที่ประเทศจีน ได้มีการพูดคุยการเชื่อมโยง Logistic ทั้งภูมิภาค เช่น รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมา ขอนแก่น หนองคาย ข้ามไป สปป.ลาว และเชื่อมไปยังจีน เพื่อขนส่งสินค้าเกษตรที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงไปขายยังต่างประเทศ แต่ระหว่างที่ดำเนินการเรื่องรถไฟความเร็วสูง ต้องมีทำรางคู่ก่อน และบางจุดต้องมียุทธศาสตร์สำคัญ เช่น สะพานข้ามจากหนองคายไป สปป.ลาว

เศรษฐา ยังกล่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศ อย่างการเดินทางเข้าร่วมประชุม UNGA ถือเป็นโอกาสดีที่ได้ไปเจอผู้นำต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเรื่องของภูมิศาสตร์ มีความร้อนแรงอยู่มาก ทั้งจีน-สหรัฐฯ และยูเครน-รัสเซีย ขณะเดียวกัน ปีนี้ธีมใหญ่คือเรื่องของพลังงานสะอาด หรือ SDG นอกจากนี้ ยังมีโอกาสพบกับบริษัทใหญ่ๆ ที่สนใจมาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมากและในสัปดาห์หน้าที่จะเดินทางไปที่ซานฟรานซิสโก เพื่อร่วมประชุม APEC ก็จะได้ไปเจรจาต่อ และจะมีการลงนาม MOU ด้วย
เราเป็นเซลส์แมน ต้องไปบอกว่าประเทศไทยเปิดแล้ว ไม่มีเวลาไหนที่จะดีเท่าเวลานี้ ในการที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เพราะมีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสนับสนุนทางภาษี โดยบีโอไอไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานสะอาดที่เรามีเหนือสิ่งอื่นใด ค่าครองชีพของเราเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านก็ถือว่าดี และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตที่ดีด้วย ถ้าเกิดจะมีคนย้ายฐานการผลิตเข้ามา และมีครอบครัวมาอยู่ด้วยนั้น เรื่องของ Health Care Service ของเราก็อยู่ระดับ World Class โรงเรียน International ของเราก็มี วันนี้เรามีครบในการที่จะเสนอตัวว่าประเทศไทย พร้อมเป็น Hub ของการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไปของการเดินทางไปต่างประเทศ
ส่วนการแก้ปัญหาอาชญากรรม เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้สั่งการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำงานร่วมกับตำรวจ กวาดล้างให้เด็ดขาด รวมถึงปิดบัญชีม้า และหากเป็นคดีใหญ่ให้ประสาน DSI เป็นคดีพิเศษ และให้ ปปง. ยึดทรัพย์ เพื่อตัดต้นตอ ส่วนปัญหายาเสพติด ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ นายกฯ ต้องนั่งหัวโต๊ะในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการยึดทรัพย์ที่ยังช้าอยู่ ขณะที่ปัญหาทางด้านสังคม ความเหลื่อมล้ำต่างๆ อย่างเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ตั้งคณะกรรมการมาแล้ว พร้อมกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ส่วนเรื่องสมรสเท่าเทียมน่าจะเป็นกฎหมายฉบับแรกของรัฐบาลที่ยื่นจะยื่นเข้าสภาฯ ต้นเดือนธันวาคมนี้ เช่นเดียวกับสุราชุมชนก็ต้องทำเหมือนกัน
พร้อมกันนี้ เศรษฐา ยังพูดถึงปัญหาหนี้สินครัวเรือนว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนขึ้นต่อจีดีพี ขึ้นจาก 76 มาเป็น 91 ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 20 ของโลก ซึ่งถือว่าสูงมาก เราต้องมีการลดตรงนี้ลงไปให้ได้ ลดมี 2 อย่างคือ ลดหนี้ กับเพิ่มรายได้

เศรษฐา ยังพูดถึงนโยบายการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ ที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เรื่องสรรพกำลังของทหารว่าต้องลดอย่างไร พร้อมอ้างว่า ต้องให้เยาวชนมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกประกอบอาชีพ เพราะนี่ถือเป็นอีกเรื่องที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่สบายใจของสังคม ส่วนจุดยืนต่อประเด็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นั้น เจ้าตัวยืนยันไม่เคยบอกว่าจะยุบองค์กร
อาทิตย์ที่ผ่านมามีประเด็น การยุบ กอ.รมน. ผมบอกตรงๆ ว่าตกใจนะ ที่บอกว่าเอ๊ะ ทำไมท่านไม่ยุบ ผมไปหาเสียงที่ไหน ไปเอาเทปมาดูได้ ผมไม่เคยบอกว่าต้องยุบ ทุกๆ องค์กร ไม่ใช่ กอ.รมน.อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็น BOI หรือ EEC ก็ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นไปตามบริบทสังคม
ในช่วงท้ายๆ เศรษฐา ยังกล่าวถึงการทำงานในช่วง 60 วันที่ผ่านมาด้วยว่า
หากถามว่า 60 วันที่ผ่านมาชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม จริงๆ แล้วเราอาสาเข้ามาทำงาน ไม่มีสิทธิบอกว่าเหนื่อย ไม่มีสิทธิบอกอะไร แต่ว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดก็คือเวลาไม่พอ เวลาไม่พอทุกอย่าง เวลาไม่พอในการทำงาน เวลาไม่พอในการนอน เพราะต้องมีงานพูดคุย ต้องมีงานทำอะไรหลายๆ อย่าง อยากให้ 1 วัน มีมากกว่า 24 ชั่วโมง ขณะที่ทีมงานเองก็ตระหนักดีถึงความสำคัญที่จะต้องเร่งเข็นผลงานออกมา เพราะ 10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยโต 1.8% น้อยกว่าเพื่อนบ้าน




