ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เพื่อให้เอาผิด พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าตัวไปออกรายการ กรรมการข่าว “คุยนอกจอ” ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ทางช่องยูทูป ซึ่งในการให้สัมภาษณ์ พิธา กล่าวตอนหนึ่งถึงนโยบายสุราก้าวหน้า และรสนิยมการดื่มของตัวเอง พร้อมเผยชื่อยี่ห้อและเชียร์สุราชุมชนที่ตัวเองดื่มหลายชื่อ อันเข้าข่ายเป็นการโฆษณา ต้องห้ามตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
บทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าว กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตรา 43 สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 32 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่ เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากต้องระวางโทษแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ประกอบกับมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ 2563 ออกมาบังคับใช้แล้ว
รายการดังกล่าว มีผู้เข้าชมรายการหลายแสนคน มีการแชร์ภาพและข้อความ และนำคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ต่ออย่างมากมายในโซเชียลมีเดีย ทั้งในเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ทวิตเตอร์ และกลุ่มไลน์ ซึ่งผู้ที่นำไปเผยแพร่ถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด ซึ่งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความมาร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เพื่อให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดและดำเนินการเอาผิด พิธา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามครรลองของกฎหมายต่อไป
“อนึ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจถือเป็นอีกหนึ่งกรณี ที่ทำให้นายพิธา ตกม้าตาย ไปไม่ถึงฝันเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ได้หรือไม่ด้วย เพราะหากนายพิธา โดนโทษจำคุกในเรื่องนี้ แม้จะรอลงอาญา แต่คุณสมบัติรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (7) บัญญัติว่า ต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท” ศรีสุวรรณ ระบุ
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 32 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
บทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าว กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตรา 43 สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 32 คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่ เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากต้องระวางโทษแล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ประกอบกับมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ 2563 ออกมาบังคับใช้แล้ว
รายการดังกล่าว มีผู้เข้าชมรายการหลายแสนคน มีการแชร์ภาพและข้อความ และนำคลิปวิดีโอไปเผยแพร่ต่ออย่างมากมายในโซเชียลมีเดีย ทั้งในเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ทวิตเตอร์ และกลุ่มไลน์ ซึ่งผู้ที่นำไปเผยแพร่ถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด ซึ่งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความมาร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เพื่อให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดและดำเนินการเอาผิด พิธา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามครรลองของกฎหมายต่อไป
“อนึ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจถือเป็นอีกหนึ่งกรณี ที่ทำให้นายพิธา ตกม้าตาย ไปไม่ถึงฝันเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ได้หรือไม่ด้วย เพราะหากนายพิธา โดนโทษจำคุกในเรื่องนี้ แม้จะรอลงอาญา แต่คุณสมบัติรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (7) บัญญัติว่า ต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท” ศรีสุวรรณ ระบุ




