‘ศรีสุวรรณ’ ลุยยื่นร้อง ป.ป.ช.สอบ ‘ก้าวไกล-หมออ๋อง’ ปมยื้อ ‘2 เก้าอี้’ ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

2 ต.ค. 2566 - 14:35

  • ‘ศรีสุวรรณ’ บุกร้อง ‘ป.ป.ช.’ สอบ‘ก้าวไกล-ปดิพัทธ์’ ปมยื้อสองเก้าอี้

  • ชี้ข่ายกลฉ้อฉล-นิติกรรมอำพราง ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง ความสง่างามหายไปทันที

  • เผยสัปดาห์หน้าเตรียมหอบหลักฐานยื่นเพิ่มเติม ไล่ขยี้ปม ‘โฆษณาเบียร์’

Srisuwan_filed_a_complaint_with_NACC_take_legal_action_against_MFP_Padipat_SPACEBAR_Hero_87fe792b8e.jpg

ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนพรรคก้าวไกล และ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กรณีที่ประชุมร่วมพรรคก้าวไกล มีมติขับ ปดิพัทธ์ ออกจากสมาชิกภาพ เพื่อให้สมประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ อันไม่เป็นไปตามนัยยะทางกฎหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ 

โดยเหตุจากการที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และ สส.พรรคก้าวไกล มีมติเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 ให้ ปดิพัทธ์ ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ ได้ต่อไป และหัวหน้าพรรคก้าวไกล จะได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โดยให้เหตุผลในแถลงการณ์ที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียว่า เพื่อให้พรรคก้าวไกลสามารถทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์ พร้อมกับโพสต์รูปภาพและข้อความระบุ "แยกกันเดิน เปลี่ยนประเทศด้วยกัน" นั้นถูกสังคมและโซเชียลฯ ตำหนิอย่างรุนแรงว่าเป็น ‘ก้าวไกลการละคร’ นิติกรรมอำพราง เสพติดอำนาจ แผนสมคบคิดกัน หรือเล่ห์ฉล หรือเป็นกลฉ้อฉลทางกฎหมายหรือไม่  

เพราะเป็นการแสดงออกให้เห็นธาตุแท้ของพรรคการเมือง ที่มิได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ตรงไปตรงมา ตามที่พรรคก้าวไกลได้เคยประกาศหรือหาเสียงไว้กับประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ตั้งพรรคการเมืองดังกล่าวขึ้นมา 

นอกจากนี้ พฤติการณ์หรือการกระทำอาจขัดหรือแย้งต่ออุดมการณ์ของพรรคที่ได้จดทะเบียนไว้กับนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อ 23 มิถุนายน 2563 แต่กลับใช้วิธีการเยี่ยงนักการเมืองน้ำเน่า ที่มุ่งกอดรัดอำนาจหรือตำแหน่งที่ตนมีหรือที่จะมีไว้อย่างไม่ละอาย และความผิดถึงขั้นขับสมาชิกออกจากพรรคนั้นไม่สอดคล้องกับข้อบังคับของพรรคก้าวไกล ข้อ 119 ประกอบข้อ 121 แต่อย่างใด 

อีกทั้งกรณีดังกล่าวถูกสังคมตำหนิ ติเตียน และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจเป็นทฤษฎีสมคบคิดกัน โดยมิได้ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอันเป็นข้อห้ามของมาตรฐานทางจริยธรรมฯที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ตาม มาตรา 219 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะไต่สวนและมีความเห็นได้โดยตรง 

“ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมายื่นร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลและนายปดิพัทธ์ เข้าข่ายกลฉ้อฉลหรือนิติกรรมอำพราง ถูกสังคมตำหนิอย่างแรง อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่อย่างไร หากเป็นการฝ่าฝืนขอให้วินิจฉัยส่งศาลฎีกาเพื่อพิพากษาลงโทษต่อไป” ศรีสุวรรณ ระบุ 

ศรีสุวรรณ กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ว่า สังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องที่ผิดปกติของพรรคที่เคยหาเสียงว่าจะทำการเมืองแบบคนรุ่นใหม่แบบตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องมีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ แต่พฤติการณ์ของพรรคก้าวไกลและนายปดิพัทธ์ไม่ต่างจากพรรคการเมืองเดิมๆที่ผ่านมา ยังอยู่ในวังวนน้ำเน่าที่ชาวบ้านตั้งฉายาไว้ และอาจเป็นเรื่องของการใช้เล่ห์ฉลใช้มติเลี่ยงกฎหมาย อาจจะไม่ถูกต้องนัก พฤติกรรมแบบนั้นอาจสร้างความเสื่อมเสียให้กับสภาผู้แทนราษฎร ให้กับสส.และพรรคก้าวไกลในฐานะพรรคการเมืองต้นสังกัด แม้ว่าเรื่องดังกล่าวกฎหมายอาจจะเอื้อมไม่ถึง 

ส่วนกรณีนี้จะส่งผลต่อความสง่างามในการทำหน้าที่รองประธานสภาฯ ของ ปดิพัทธ์ หรือไม่นั้น ศรีสุวรรณ เชื่อว่าจะกระทบอย่างแรง และคงจะถูกการตีรวนในการทำหน้าที่ในสภาฯ ของ สส.พรรครัฐบาล หรือพรรคอื่นๆ ที่ตั้งป้อมว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว 

“เรื่องความสง่างามของพรรคก้าวไกล ที่เคยหาเสียงที่เคยพูดมาก่อนหน้านี้ จะหายไปโดยทันที เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องได้อาจไม่เท่าเสียของหมออ๋อง และพรรคก้าวไกล” ศรีสุวรรณ ระบุ 

ศรีสุวรรณ เปิดเผยด้วยว่า สัปดาห์หน้าเตรียมนำพยานหลักฐานกรณีที่ ปดิพัทธ์ โชว์กระป๋องเบียร์และโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มายื่นเพิ่มเติมให้กับ ป.ป.ช. ซึ่งเคยได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบจริยธรรมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยหลักฐานที่สำคัญ คือการที่ ปดิพัทธ์ ยอมรับสารภาพต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ซึ่งมีสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน และได้เปรียบเทียบปรับจำนวน 50,000 บาท ถือเป็นการยอมรับความผิดของตัวเอง  

“ทั้งนี้ จะยื่นหลักฐานให้ ป.ป.ช.เพื่อเป็นการยืนยันว่า กรณีการไปโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นการผิดกฎหมายอย่างชัดเจน มีหลักฐานยืนยันและเข้าข่ายที่เคยร้องความผิดตามประมวลจริยธรรม” ศรีสุวรรณ ระบุ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์