รัฐถังแตกทิพย์ 'บัตรคนจน' พลัส สวัสดิการลงเหว VS วาทกรรมเสพติด - AI 'วัดความจน' ไร้หัวใจ

24 ก.ค. 2569 - 07:38

  • ปัญหา 'ระบบสวัสดิการ' สร้าง 'เหว' ให้คนหลุดเกณฑ์ การให้ผู้มีรายได้น้อยพิสูจน์ความจน ทำให้เกิดคนตกหล่น แม้ใช้ AI คัดกรองมีอคติ-ไม่เข้าใจบริบทชีวิตที่ยืดหยุ่น

  • ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เสนอแนวทาง เลิกให้ประชาชน 'ง้อรัฐ' โดยดึงทุกคนเข้า 'ระบบภาษี' หากยื่นแล้วพบว่ารายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจึงเข้าไปอุดหนุน วิธีนี้ช่วยลดคนตกหล่น

  • มองรัฐไม่ได้ 'ถังแตก' แต่ต้องเก็บภาษีคนรวยมาอุดหนุนให้ดีขึ้น - ชี้ยกเลิกสวัสดิการที่คนคุ้นเคย จะสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรม ต้องออกแบบนโยบายให้รอบคอบตั้งแต่แรก

รัฐถังแตกทิพย์ 'บัตรคนจน' พลัส สวัสดิการลงเหว VS วาทกรรมเสพติด - AI 'วัดความจน' ไร้หัวใจ

ท่ามกลางกระแสดราม่าและความตึงเครียดในสังคมไทย กรณีผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากออกมาตัดพ้อและแสดงความไม่พอใจ หลังรายชื่อตกหล่นจากการลงทะเบียน 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' 

SPACEBAR พูดคุยกับ ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ประจำ Nanyang Technological University (NTU) ประเทศสิงคโปร์

ร่วมสะท้อนภาพบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุค รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พัฒนามาสู่ยุค รัฐบาล อนุทิน ที่เริ่มแจกจ่ายบัตรแยกต่างหากจากบัตรประชาชน ให้วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 200-300 บาทต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดินทางด้วยรถสาธารณะ และค่าก๊าซหุงต้ม

เปลี่ยนมาใช้สิทธิผ่าน บัตรประจำตัวประชาชนแบบ Smart Card แทนการพกบัตรหลายใบ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบทรัพย์สินและรายได้ เช่น เกณฑ์เงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท และพัฒนาระบบยืนยันตัวตนผ่านช่องทางดิจิทัลและแอปพลิเคชันของรัฐ

อะไรคือกับดักที่ก้าวไม่ผ่าน ที่ทำให้ปัญหาเกิดไม่รู้จบรู้สิ้น ?

ดักทางความเข้าใจผิด คนไม่ได้เสพติด แต่ระบบกำลังสร้าง 'เหว'

การที่ประชาชนออกมาแสดงความไม่พอใจเมื่อไม่ได้สวัสดิการ เป็นเพราะติดกับดักความคุ้นชินหรือเสพติดสวัสดิการรัฐหรือไม่ ศ.ดร.ณัฐวุฒิ ชวนมองผ่านเลนส์ของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม การด่วนสรุปเช่นนั้นเป็นการโยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชนทั้งหมด

"เวลาเราพูดคุยกันเรื่องพฤติกรรมคน มักจะเกิดการปัดความรับผิดชอบไปที่ตัวบุคคล (Shift the blame) มองว่าทำไมเขาไม่ดูแลตัวเอง หรือเขาเสพติดสวัสดิการหรือเปล่า แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ย่อมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแรงจูงใจ เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าเราออกแบบระบบสวัสดิการไว้อย่างไรมากกว่า"

ศ.ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ให้เห็นว่า ระบบบัตรคนจนของไทยในปัจจุบันมีลักษณะเป็น 'Blunt Tool' หรือเครื่องมือทุบแบบเหมาเข่ง และสร้างสภาวะ 'Cliff Effect'  ขึ้นมา

ระบบสวัสดิการของไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือนเหว หากคุณอยู่ในเกณฑ์ คุณจะได้ แต่หากหลุดเกณฑ์ไปเพียงเล็กน้อยก็จะไม่ได้รับอะไรเลย พอออกแบบระบบมาให้ ตัดขาดแบบ 1 หรือ 0 (Binary) จึงกลายเป็นปัญหา 

ยิ่งในบริบทของคนไทย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีตั้งแต่แรก แต่เป็น แรงงานนอกระบบ (Informal sector) การตรวจสอบจึงทำได้ยาก จนเกิดปัญหา False Positive (คนไม่จนจริงแต่ได้สิทธิ) และ False Negative (คนจนจริงแต่ตกหล่น) อย่างที่เราเห็นกัน

ส่วนกรณีที่มีการนำ เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยคัดกรอง ศ.ดร.ณัฐวุฒิ ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า AI ในปัจจุบันยังมีอคติ สูงมาก ทั้งเรื่องนามสกุล บริบทพื้นที่ และที่สำคัญคือ AI ขาดดุลพินิจในการตัดสินใจเชิงบริบท

AI มองเห็นเพียงข้อมูลบนกระดาษ แต่ในชีวิตจริงบริบทของคนเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วันนี้มีงานทำ วันพรุ่งนี้อาจตกงาน ซึ่ง AI ไม่สามารถรับรู้ถึงความยืดหยุ่นในจุดนี้ได้เลย

ศ.ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

ปรับความคิดเชิงโครงสร้าง จากการ 'ง้อรัฐ' สู่ Negative Income Tax

แล้วทางออกของระบบสวัสดิการไทยควรเดินไปในทิศทางใด?

ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เสนอว่า ควรถอยออกมามองภาพใหญ่ และเปลี่ยนจากการให้ผู้มีรายได้น้อยต้องคอย "ง้อรัฐ" เพื่อพิสูจน์ความยากจนของตัวเอง ไปสู่การดึงทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีผ่านแนวคิด Negative Income Tax 

"แทนที่จะปล่อยให้ผู้มีรายได้น้อยต้องมานั่งพิสูจน์ตัวเอง เราควรรวบรวมทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนเข้ามาอยู่ในระบบภาษี โดยทุกคนต้องยื่นแบบภาษีทั้งหมด เมื่อรัฐคำนวณรายได้สุทธิแล้วพบว่าใครมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์จริง รัฐค่อยเข้าไปอุดหนุน ณ จุดนั้น 

วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการตกหล่นได้มาก ทั้งยังเป็นการดึงคนนอกระบบให้กลับเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลของรัฐอีกด้วย"

ส่วนคำถามที่ว่า การแจกเงินอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2560 ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลอนุทิน จะทำให้เกิด กับดักที่ทำให้คนไม่อยากทำงานเพิ่มเพราะกลัวหลุดเกณฑ์สวัสดิการหรือไม่ ?

คิดว่าเขายังคงทำงานอยู่ แต่อาจเลือกที่จะไม่รายงานรายได้ทั้งหมด มากกว่า ศ.ดร.ณัฐวุฒิ อธิบายเสริม "ความจริงแล้ว สวัสดิการไม่จำเป็นต้องมาในรูปของเงินสดเพียงอย่างเดียว รัฐสามารถจัดสรรในหลายรูปแบบได้ เช่น สิทธิการประกันสุขภาพถั่วหน้า การศึกษา หรือการอุดหนุนค่าเดินทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประเทศไทยก็มีรากฐานอยู่นานแล้ว"

โมเดลต่างแดน บทเรียนจาก 'สิงคโปร์' - ปริศนา 'รัฐถังแตก'

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เล่าว่าจุดแข็งของสิงคโปร์คือความสามารถในการติดตามข้อมูลรายได้ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านระบบออมบังคับอย่าง 

สิงคโปร์สามารถรับรู้ข้อมูลรายได้ของทุกคนได้เพราะทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน ต่างจากไทยที่ต่างคนต่างทำ ข้อมูลของแต่ละกระทรวงไม่ได้เชื่อมโยงกันเลย

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงวาทกรรมที่ว่า "รัฐไม่ควรแจกปลา แต่ควรแจกเบ็ด" ในบริบทเศรษฐกิจไทย ประชาชนมีแม่น้ำให้ตกปลาจริงๆ หรือไม่ ?

เรื่องนี้พูดไม่ง่าย เพราะปัญหามีทั้งมิติระยะสั้นและระยะยาว ปัญหาปากท้องระยะสั้น รัฐย่อมปล่อยให้ประชาชนอดอยากไม่ได้ ส่วนในระยะยาว เรามีโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพียงพอหรือไม่ หากเราให้เบ็ด แต่ไม่มีแม่น้ำ หรือไม่มีโปรแกรมพัฒนาทักษะ ที่รองรับการทำงานได้จริง การแก้ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น ปัญหานี้จึงซับซ้อน เกินกว่าจะมองเพียงมิติเดียว

ศ.ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่หลายฝ่ายกังวลว่า "รัฐกำลังถังแตก" จนต้องพยายามบีบเกณฑ์ผู้มีสิทธิให้เหลือน้อยที่สุดนั้น ศ.ดร.ณัฐวุฒิ มองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การไม่มีงบประมาณ แต่อยู่ที่ 'วิธีจัดเก็บภาษี' มากกว่า

"ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นหมายความว่าคนรวยก็รวยมาก คำถามคือ คนเหล่านั้นได้จ่ายภาษีสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่พึงจ่ายแล้วหรือยัง?

เรามีภาษีทรัพย์สิน ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury tax) หรือ ภาษีการบริโภคแบบก้าวหน้า (Progressive consumption tax) ที่มีประสิทธิภาพพอหรือยัง ?

หากเราจัดเก็บภาษีจากผู้มีรายได้สูงมาช่วยอุดหนุน ผู้มีรายได้น้อยในระบบได้ ปัญหาก็อาจไม่ใช่เรื่องถังแตก

ธรรมชาติของมนุษย์ ความรู้สึก ‘Unfair’ เมื่อสิ่งที่เคยได้ถูกยึดคืน

ในช่วงท้ายของการพูดคุย ศ.ดร.ณัฐวุฒิ ได้ยกตัวอย่างปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเล่าถึงเหตุการณ์ในประเทศอินโดนีเซียช่วงยุค 90s เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน จนนำไปสู่การจลาจลวุ่นวายทั่วประเทศ

ที่ปรึกษารัฐบาลอินโดนีเซีย เคยพูดกับเพื่อนผมไว้ว่า 'การออกแบบนโยบายที่ไม่ดี แต่ปล่อยให้คนคุ้นเคยไปแล้ว พอยกเลิกในภายหลัง มันจะกลายเป็นสิ่งที่โหดร้ายมาก (It’s so bad to remove a bad policy)

เมื่อประชาชนรู้สึกว่าสวัสดิการนั้นกลายเป็น 'สิทธิอันชอบธรรมที่ตนพึงได้' ไปแล้ว วันหนึ่งเมื่อระบบเปลี่ยน แล้วมีคำสั่งว่า"คุณไม่ได้สิทธินั้นแล้ว" สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นความรู้สึก "ไม่ยุติธรรม" (Unfair)

หากพรุ่งนี้ BTS ประกาศให้ทุกคนขึ้นฟรี 1 ปี แล้ววันดีคืนดีบอกว่าจะยกเลิก ผู้คนก็ต้องโวยวายว่าไม่เป็นธรรม 

ซึ่งนั่นเป็น ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การไปต่อว่าประชาชนว่าติดสบาย แต่คือการ 'คิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะปล่อยนโยบายใดๆ ออกมา' ว่าเราได้ออกแบบระบบรองรับไว้ดีพอหรือยัง

บทสรุปจาก ศ.ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสวัสดิการแห่งรัฐของไทย ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่จะแก้ปัญหาได้ในนัดเดียว

ทางออกในเชิงเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ จึงไม่ใช่การชี้นิ้วตัดสินความจน หรือปล่อยให้การคัดกรองกลายเป็นเรื่อง "ได้หรือไม่ได้" (1 หรือ 0) แต่คือการ ออกแบบระบบใหม่ ที่ดึงทุกคนเข้าสู่ฐานภาษี กระจายความช่วยเหลือให้หลากหลายมิติ (ทั้งสุขภาพ การศึกษา การเดินทาง) และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนสามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์