เปิดอก! ‘สุชาติ’ แจงยิบปมกราบลา ‘บิ๊กป้อม’ อ้างทิ้ง ‘พลังประชารัฐ’ ไปทำภารกิจสำคัญ

29 พ.ย. 2565 - 14:07

  • ‘เสี่ยเฮ้ง’ เปิดอกปมกราบลา ‘บิ๊กป้อม’

  • อ้างไปทำภารกิจสำคัญ ไม่อยากขวางทางเติบโต ‘พลังประชารัฐ’

  • ลั่นไม่แคร์คนอื่นมอง ขอให้ ‘ลุงป้อม’ เข้าใจคนเดียวพอ

  • เผยใกล้วงสัมภาษณ์ปรากฏเด็ก ‘บิ๊กป้อม’ ยืนจดทุกคำพูด

Suchart_clarified_his_resignation_from_Palang_Pracharat_Party_SPACEBAR_Thumbnail_1b9c18c4f0.jpeg
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และอดีตผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เข้าไปกราบลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จากการเป็นกรรมการบริหารพรรคฯเป็นที่เรียบร้อย เพื่อแสดงความชัดเจนว่าไม่ต้องการไปโฟกัสตำแหน่งสำคัญในพรรคฯ เนื่องจากยังมีผู้ใหญ่หลายคนในพรรคฯ ที่มีความสามารถ พร้อมทำหน้าที่ผู้อำนวยการพรรคฯ ดังนั้น จึงคิดว่าต้องถอยออกมา เพื่อไม่ไปขวางทางเติบโตของพรรคฯ ในที่สุด จึงแสดงจุดยืนด้วยการเข้าไปกราบลาหัวหน้าพรรค เพื่อลาออกจากกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีผลแล้ว โดยได้ชี้แจงด้วยตัวเองเพื่อเป็นการแสดงความชัดเจน และไม่ต้องการให้ใครพูดบิดเบือนไปต่างๆ นานา  

“หัวหน้าเข้าใจ และผมเองให้ความเคารพรักท่านอย่างที่สุดอยู่แล้ว แต่ในเรื่องทางการเมืองผมเองต้องมีความชัดเจนและมีจุดยืนในตัวเอง ผมเองด้วยความเคารพรักหัวหน้า ได้แสดงจุดยืนไปแล้วว่าในทางการเมืองครั้งต่อไปในอนาคตนั้น จะต้องออกมาทำภารกิจที่ตัวเองคิดเอาไว้ในใจมากกว่า ท่านเข้าใจ รับทราบ และเข้าใจผม ก็ลูบหัวผม และเข้าใจสิ่งที่ผมปฏิบัติ ผมมีความชัดเจน เป็นคนที่ตรงไปตรงมา พูดจริง และทุกวันนี้ยังให้ความเคารพหัวหน้าพรรคอยู่ ถึงวันนี้จะไม่ได้อยู่เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่อยากเห็นความชัดเจนมากกว่า ไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นตัวขวางหรือตัวถ่วงของใคร” สุชาติ ระบุ 

สุชาติ ยืนยันด้วยว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้มีการพูดถึง ส.ส.ที่จะย้ายตามออกไปไป และในความจริงแล้ว เพื่อน ส.ส.ก็ยังไม่ได้มีการไปร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละคน 

“ในทางการเมืองเราแค่มองอนาคตทางการเมืองกัน ในพื้นที่ของตนกับของเพื่อน ที่เรามีความสัมพันธ์ผูกพันกันนั้น เป็นความคิดที่เพื่อนทุกคนจะต้องมีความคิดของตัวเอง หากใครคิดว่าในพื้นที่อยู่ตรงไหนแล้วสามารถทำงานให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ หรือเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรได้ในสมัยหน้า ตรงส่วนนั้นเราไม่สามารถที่จะไปการันตีเส้นทางชีวิตของเพื่อนได้ ดังนั้น อยู่ที่การตัดสินใจทางการเมืองของแต่ละบุคคล ส่วนตัวตนนั้น ต้องตัดสินใจของตัวเองเสียก่อน” สุชาติ ระบุ 

พร้อมกันนี้ ยังยืนยันด้วยว่า ไม่ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นในพรรคฯ เพียงแต่ตนต้องการแสดงจุดยืนว่าจะไปกับนายกรัฐมนตรี และในเมื่อพูดเช่นนี้ไป แล้วหากยังอยู่ในพรรคพลังประชารัฐที่กำลังเติบโต หรือทำให้ใครไม่สบายใจ ก็ต้องพิจารณาตัวเอง 

“ผมต้องรอความชัดเจนของสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น ตอนนี้มันก็ต้องนิดหนึ่ง เพราะบางอย่างผมพูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของข้อกฎหมายจึงพูดไม่ได้จริงๆ แต่ผมต้องแสดงความรับผิดชอบและจุดยืนของผม เพราะที่ผมดูจากผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ เองเขาก็ไม่ได้สบายใจ และมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่พร้อมจะทำหน้าที่นี้เยอะแยะ ในเมื่อเราเองไม่พร้อมเราก็ต้องถอย ถูกหรือไม่” สุชาติ กล่าว 

เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้ใจไม่ได้อยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ใช่หรือไม่ สุชาติ ยืนยันว่าตัวแปรสุดท้ายไม่ใช่ใจ แต่อยู่ที่ว่าตนจะต้องไปทำภารกิจอะไรมากกว่า  

“จะไปบอกว่าใจไม่ได้อยู่กับพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ใช่ เพราะยังรักลุงป้อม แต่ภารกิจที่จะไปทำนั้นมีความสำคัญ ที่จะต้องไปทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองบางอย่าง เท่านั้นเอง ดังนั้น จึงต้องคิดว่าตนไปตรงไหนแล้วทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก็ต้องไปตรงนั้น” สุชาติ กล่าว 

เมื่อถามว่า คิดว่า พรรคพลังประชารัฐมีจุดอ่อนคืออะไร สุชาติ ตอบว่า “ต้องยอมรับก่อนว่าทุกพรรคการเมือง มีทั้งคนเข้าคนออกเป็นเรื่องปกติ อยู่ที่บริบทและสถานการณ์ในวันนี้ หรือวันข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น อยู่ตรงไหนแล้วทุกคนคิดว่าทำงานและสามารถไปสู่เป้าหมายในความคิดของตัวเองได้ ก็อยู่ตรงนั้น มันไม่มีจุดอ่อน ทุกพรรคมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ไม่มีพรรคไหนที่แข็งไปพรรคเดียว หรืออ่อนไปทั้งหมด ถ้าอ่อนไปทั้งหมดก็ไม่มีใครเหลือสิ อยู่ที่ว่าบริบทของตัวเราเหมาะสมกับสถานการณ์ไหนมากกว่า”  

สุชาติ ยังปฏิเสธให้ความเห็นถึงประเด็นแยกทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ พล.อ.ประวิตร โดยระบุเพียงว่า ขอให้มีความชัดเจนก่อน เมื่อถึงวันนั้นแล้ว จะเห็นอะไรหลายๆ อย่าง 

“ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ เพราะทั้งสองท่านยังมีความรักต่อกัน เหมือนผมที่ยังรักลุงป้อมอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ในเรื่องของทางการเมืองมีความจำเป็น เหมือนเราที่จะต้องเลือกในสิ่งคิดว่าเราได้ประโยชน์ และทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้” สุชาติ กล่าว 

เมื่อถามว่า หากสุดท้ายแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ได้ย้ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติแล้วจะทำอย่างไร สุชาติ กล่าวว่า “จุดยืนของผม ผมจะต้องไปช่วยนายกรัฐมนตรี ตัวตนผมอยู่ที่นายกฯ ผมอยู่กับนายกเป็นหลัก”

ส่วนเมื่อถูกตั้งข้อสังเกตว่าสีหน้าเหมือนมีความทุกข์อยู่ในใจ สุชาติ ก็บอกว่า “สมมติว่าสื่อมวลชนเป็นตน หากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและตัดสินใจที่ยากมาก บางอย่างหากเรามีคนรักคือพ่อและแม่ ที่ปกติอยู่ด้วยกัน แต่มีความจำเป็นที่จะต้องแยกกันอยู่ คนละจังหวัด คนละประเทศ แล้วจะเลือกอย่างไร” พร้อมกันนี้ ยืนยันว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่ลักษณะ ‘บ้านแตก’

“จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะเขายังมีความรักกันอยู่ แต่มีภารกิจบางอย่างที่จำเป็นจะต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นที่นี่ เราเป็นลูกเราก็ต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไร เมื่อถามว่า เปรียบว่าแยกกันตีได้หรือไม่ สุชาติ กล่าวว่า มันมองได้หลายมุม เพราะความรักยังมีกันอยู่ทั้งหมด ไม่ได้ทะเลาะกัน หัวหน้าพรรคดูแลสมาชิกทุกคนเหมือนคนในครอบครัว ดูแลพวกเราเป็นอย่างดีแต่ในบริบททางการเมืองในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละภารกิจอุดมการณ์มันต้องปรับเปลี่ยนตามห้วงเวลาและสถานการณ์” สุชาติ กล่าว 

เมื่อถามว่า เสียดายหรือไม่ที่ร่วมกันตีแล้วมาแยกกันเดิน สุชาติ ตอบว่า “ตรงนี้ตนเองยังพูดชัดเจนหมดไม่ได้ เอาตัวของตนเองก่อน ใครจะพูดอะไรก็พูดไป แต่ตนจะต้องไปกราบและไปพูด ไปเล่าความรู้สึก ให้หัวหน้าพรรคทราบเท่านั้นพอ ขอให้ลุงป้อมเข้าใจตนพอ คนเดียว ส่วนคนอื่นตนไม่คิดอะไรมาก ซึ่งลุงป้อมเข้าใจตน เพราะที่ผ่านมาทำงานดูแลในสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้อย่างเต็มที่ ท่านเมตตาตน เข้าใจและรับทราบเหตุผล ตนเป็นลูกผู้ชายที่ยอมรับความจริง จึงได้ไปกราบลา”

ทั้งนี้ สุชาติ ปฏิเสธที่จะให้คำตอบยืนยันว่าจะย้ายไปพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของอนาคต พร้อมยืนยันว่า การลาออกจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า ส.ส.พะเยา จะกลับเข้าพรรคฯ และย้ำว่า เป็นเรื่องการตัดสินใจของตนเอง ไม่เกี่ยวกับใคร ทุกคนที่อาสามาทำการเมืองเป็นคนที่เสียสละ ทุกพรรคการเมืองเป็นผู้เสียสละ และตนเองพยายามสร้างสมดุลทางการเมือง ให้มีความชัดเจน ให้ทุกคนมองว่านักการเมือง ไม่ใช่แบบที่ทุกคนมองในอดีต ไม่ใช่ทำงานเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง 

“เราไม่ได้มองตัวเรา ผมไม่ได้มองว่าหากไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วจะทำให้สอบผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน นั่นเป็นเรื่องอนาคต ไม่ได้สนใจ แต่สนใจเพียงว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะต้องได้ประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองมากที่สุด ตนไม่ได้ยึดติด การเมืองอย่ามองที่ตัวเรา ต้องมองประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่ สุชาติ กำลังให้สัมภาษณ์ มีทีมงานของ พล.อ.ประวิตร มายืนฟังและจดอยู่ด้านข้างวงสัมภาษณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์