เป็นทั้ง สส. และสมาชิกพรรคฯ ส่วนกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะไปร่วมรัฐบาลนั้น สุชาติ บอกว่า มีสูตรคณิตศาสตร์เยอะ แต่เราไม่ได้เป็นคนคิดสูตร ซึ่งสูตรต่างๆ ที่นักวิชาการคิดและสื่อมวลชนคิด ก็คิดในทางออกของประเทศ ว่าสูตรไหนถึงจะตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ของนักวิชาการและสื่อมวลชน
“ตนยืนยันว่ายังอยู่ตรงนี้ และทางออกของประเทศมีหลายสูตรอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะตกผลึกอย่างไร ไม่ใช่อยู่ที่เราฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่สภาฯ ทั้ง สส.และ สว. รวมถึงยังไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอย่างไร จะเดินซ้าย เดินขวาเดินตรง หรือเดินถอยหลังก็ไม่ได้ จะต้องอยู่เฉยๆก่อน” สุชาติ ระบุ
ส่วนที่ถูกพุ่งเป้า เพราะเคยระบุว่า 'ใจเป๋' ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะต้องยอมรับว่าการทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ที่จะครบในเร็ววันนี้ ถือว่าได้รับโอกาสจากนายกฯ เป็นอย่างสูง ซึ่งตอนทำงานก็รู้สึกผูกพันกับนายกฯ ส่วนหากมติพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะทำตามหรือจะทิ้งพรรคฯ ไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยนั้น สุชาติ ขอให้ให้สื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตามการเมือง ดูในวันที่ 16 ส.ค.ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีมีคำวินิจฉัยอย่างไรด้วย ซึ่งต้องตอบทีละยก
ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติจะร่วมหรือไม่ร่วม นั้นตอบตรงนี้ไม่ได้ แต่ตอนยืนยันจากปากตนว่า ขอให้ประเทศชาติมีความเจริญและไปต่อได้เร็ว เมื่อถามย้ำว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้วจะมีความชัดเจนใช่หรือไม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ สุชาติ ก็ตอบว่า ต้องดูว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยจะต้องมานั่งพูดคุยกันภายในพรรค
“ตนพูดจากใจว่าอยากให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ แค่เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่มีการร่วมกันแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล หุ้นก็เขียวทั้งกระดาน ตอนนี้จะต้องทำอย่างไรให้นักลงทุนและการท่องเที่ยวฟื้นตัว ทำให้คนรู้สึกว่าประเทศไทยน่าท่องเที่ยวและน่าอยู่ ทั้งนี้ ส่วนเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างก็สามารถเห็นแตกต่างได้ แต่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ” สุชาติ ระบุ
สุชาติ ย้ำอีกว่า แม้ยังไม่รู้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่อยากให้ตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ส่วนเมื่อถามว่า จะยกมือโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เพื่อให้มีเสียงเพียงพอและให้ประเทศเดินหน้าไปได้ แม้ไม่ใช่มติพรรคใช่หรือไม่นั้น สุชาติ ก็บอกว่า ทั้ง สส.และ สว.นั้นมีเอกสิทธิ์ของเขา
“อยู่ที่เรามองว่าเอกสิทธิ์ตรงนี้ ถ้าเราไม่เคารพมติพรรค อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรา แต่ถ้าเราใช้เอกสิทธิ์ตัวเองและครั้งหน้าเป็นสิ่งที่ทำความเจริญให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ก็ต้องคิดอีกมุมหนึ่ง แต่หากสิทธิ์ของเราไปทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินไม่ได้ ก็ต้องคิดอีก เพราะเราต้องฝากชื่อเสียงฝากความเป็นตัวตนไปถึงรุ่นลูกและรุ่นหลาน เราไม่ได้จบกันแค่พรรคการเมืองหรือตัวเรา แต่เป็นทั้งครอบครัว ทั้งตระกูล พี่น้องชาวบ้านที่เลือกเรามา เขาก็มีความหวังว่าจะไปทางไหน ฉะนั้น เราเองก็ต้องตอบคำถามให้ได้ในส่วนนี้” สุชาติ ระบุ
เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องโหวตแคนดิเดตนายกฯ สวนมติพรรค เพื่อทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ก็จะทำใช่หรือไม่ สุชาติ ก็ถามย้อนว่า ถ้าโหวตตามมติพรรคแล้วทำให้ประเทศชาติเสียหาย คุณจะทำหรือไม่ เราเป็นผู้แทนก็ต้องดูว่าถ้าพรรคเดินหน้าแล้วทำให้เกิดความขัดแย้งและเดินไม่ได้ ก็ต้องมีการพูดคุยกันในพรรคเพื่อหาข้อตกผลึกกันให้ได้ ทั้งนี้ การร่วมรัฐบาลหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเดินไปได้
เมื่อถามอีกว่า ได้มีการปรึกษา พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงที่บ้านเมืองมีรอยต่อหรือไม่ สุชาติ ตอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางมือทางการเมืองแล้ว ชีวิตพวกตนทำการเมืองเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน พร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ แม้บางครั้งตัวเองไม่ได้รับประโยชน์อะไรก็รับได้ แต่จะต้องทำอย่างไรให้ลดความขัดแย้ง ซึ่งไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ทุกฝ่ายมีกองเชียร์ แต่ฝ่ายที่เห็นต่างจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกา เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ถ้าเลือกตั้งแล้วจะต้องบอกว่าต้องเป็นคนของฉัน มันไม่ใช่ มันอยู่ที่สุดท้ายว่าผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าไม่ผิด คุณต้องยอมรับ
พร้อมฝากผู้ใหญ่และพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังม็อบ ให้นึกถึงประเทศชาติก่อน ถ้าคุณรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คุณต้องรู้ว่าคุณทำอะไรอยู่ คุณต้องรักประชาชนด้วย คุณรู้ว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตขนาดไหน คนที่ลำบากยังมีอยู่เยอะ ฝากความหวังกับคนที่มาท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้นักลงทุน มาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเราไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ก็อยากฝากบอกว่า มันไม่ถูกต้อง
“การที่ตนแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ เราเคารพความคิดเห็นต่างและการตัดสินใจของทุกคน การเลือกตั้งจะแพ้หรือจะชนะก็ว่ากันไปตามเสียงของประชาชน แต่การตั้งรัฐบาลอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและข้อบังคับต่างๆ ของสภาฯ ถ้ายอมรับกติกา ยอมรับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็ไม่ควรที่จะเป็นคนไทย ตนขอพูดตรงๆ และขอพูดแรงๆ” สุชาติ ระบุ
เมื่อถามอีกว่า ตัวแคนดิเดตนายกฯ มีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่นั้น สุชาติ ตอบว่า เราต้องยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่และเอกสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะโหวตและตรวจสอบใคร
“ตนยืนยันว่ายังอยู่ตรงนี้ และทางออกของประเทศมีหลายสูตรอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะตกผลึกอย่างไร ไม่ใช่อยู่ที่เราฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่สภาฯ ทั้ง สส.และ สว. รวมถึงยังไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอย่างไร จะเดินซ้าย เดินขวาเดินตรง หรือเดินถอยหลังก็ไม่ได้ จะต้องอยู่เฉยๆก่อน” สุชาติ ระบุ
ส่วนที่ถูกพุ่งเป้า เพราะเคยระบุว่า 'ใจเป๋' ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะต้องยอมรับว่าการทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ที่จะครบในเร็ววันนี้ ถือว่าได้รับโอกาสจากนายกฯ เป็นอย่างสูง ซึ่งตอนทำงานก็รู้สึกผูกพันกับนายกฯ ส่วนหากมติพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จะทำตามหรือจะทิ้งพรรคฯ ไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยนั้น สุชาติ ขอให้ให้สื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตามการเมือง ดูในวันที่ 16 ส.ค.ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีมีคำวินิจฉัยอย่างไรด้วย ซึ่งต้องตอบทีละยก
ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติจะร่วมหรือไม่ร่วม นั้นตอบตรงนี้ไม่ได้ แต่ตอนยืนยันจากปากตนว่า ขอให้ประเทศชาติมีความเจริญและไปต่อได้เร็ว เมื่อถามย้ำว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้วจะมีความชัดเจนใช่หรือไม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ สุชาติ ก็ตอบว่า ต้องดูว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยจะต้องมานั่งพูดคุยกันภายในพรรค
“ตนพูดจากใจว่าอยากให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ แค่เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่มีการร่วมกันแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล หุ้นก็เขียวทั้งกระดาน ตอนนี้จะต้องทำอย่างไรให้นักลงทุนและการท่องเที่ยวฟื้นตัว ทำให้คนรู้สึกว่าประเทศไทยน่าท่องเที่ยวและน่าอยู่ ทั้งนี้ ส่วนเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างก็สามารถเห็นแตกต่างได้ แต่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ” สุชาติ ระบุ
สุชาติ ย้ำอีกว่า แม้ยังไม่รู้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่อยากให้ตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ส่วนเมื่อถามว่า จะยกมือโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เพื่อให้มีเสียงเพียงพอและให้ประเทศเดินหน้าไปได้ แม้ไม่ใช่มติพรรคใช่หรือไม่นั้น สุชาติ ก็บอกว่า ทั้ง สส.และ สว.นั้นมีเอกสิทธิ์ของเขา
“อยู่ที่เรามองว่าเอกสิทธิ์ตรงนี้ ถ้าเราไม่เคารพมติพรรค อะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรา แต่ถ้าเราใช้เอกสิทธิ์ตัวเองและครั้งหน้าเป็นสิ่งที่ทำความเจริญให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ก็ต้องคิดอีกมุมหนึ่ง แต่หากสิทธิ์ของเราไปทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินไม่ได้ ก็ต้องคิดอีก เพราะเราต้องฝากชื่อเสียงฝากความเป็นตัวตนไปถึงรุ่นลูกและรุ่นหลาน เราไม่ได้จบกันแค่พรรคการเมืองหรือตัวเรา แต่เป็นทั้งครอบครัว ทั้งตระกูล พี่น้องชาวบ้านที่เลือกเรามา เขาก็มีความหวังว่าจะไปทางไหน ฉะนั้น เราเองก็ต้องตอบคำถามให้ได้ในส่วนนี้” สุชาติ ระบุ
เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องโหวตแคนดิเดตนายกฯ สวนมติพรรค เพื่อทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ก็จะทำใช่หรือไม่ สุชาติ ก็ถามย้อนว่า ถ้าโหวตตามมติพรรคแล้วทำให้ประเทศชาติเสียหาย คุณจะทำหรือไม่ เราเป็นผู้แทนก็ต้องดูว่าถ้าพรรคเดินหน้าแล้วทำให้เกิดความขัดแย้งและเดินไม่ได้ ก็ต้องมีการพูดคุยกันในพรรคเพื่อหาข้อตกผลึกกันให้ได้ ทั้งนี้ การร่วมรัฐบาลหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเดินไปได้
เมื่อถามอีกว่า ได้มีการปรึกษา พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงที่บ้านเมืองมีรอยต่อหรือไม่ สุชาติ ตอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางมือทางการเมืองแล้ว ชีวิตพวกตนทำการเมืองเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน พร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ แม้บางครั้งตัวเองไม่ได้รับประโยชน์อะไรก็รับได้ แต่จะต้องทำอย่างไรให้ลดความขัดแย้ง ซึ่งไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ทุกฝ่ายมีกองเชียร์ แต่ฝ่ายที่เห็นต่างจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกา เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ถ้าเลือกตั้งแล้วจะต้องบอกว่าต้องเป็นคนของฉัน มันไม่ใช่ มันอยู่ที่สุดท้ายว่าผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าไม่ผิด คุณต้องยอมรับ
พร้อมฝากผู้ใหญ่และพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังม็อบ ให้นึกถึงประเทศชาติก่อน ถ้าคุณรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คุณต้องรู้ว่าคุณทำอะไรอยู่ คุณต้องรักประชาชนด้วย คุณรู้ว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตขนาดไหน คนที่ลำบากยังมีอยู่เยอะ ฝากความหวังกับคนที่มาท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้นักลงทุน มาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเราไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ก็อยากฝากบอกว่า มันไม่ถูกต้อง
“การที่ตนแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ เราเคารพความคิดเห็นต่างและการตัดสินใจของทุกคน การเลือกตั้งจะแพ้หรือจะชนะก็ว่ากันไปตามเสียงของประชาชน แต่การตั้งรัฐบาลอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและข้อบังคับต่างๆ ของสภาฯ ถ้ายอมรับกติกา ยอมรับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็ไม่ควรที่จะเป็นคนไทย ตนขอพูดตรงๆ และขอพูดแรงๆ” สุชาติ ระบุ
เมื่อถามอีกว่า ตัวแคนดิเดตนายกฯ มีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่นั้น สุชาติ ตอบว่า เราต้องยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่และเอกสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะโหวตและตรวจสอบใคร




