สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังหารือกับเอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทย เกี่ยวกับ “ช้างพลายศรีณรงค์และพลายประตูผา” ว่า เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศไทยให้ความร่วมมือ ซึ่งขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ได้รับสั่งการจากนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อสั่งการมาในเรื่องของการพูดคุยในแบบมิตรภาพที่ดี เพราะไทยกับศรีลังกามีความสัมพันธ์ยาวนานครบ 70 ปี เราได้สะท้อนความรู้สึกสิ่งที่เราได้รับทั้งหมดให้กับทางเอกอัครราชทูตทราบ และนำข้อความที่ได้หารือต้องการสื่อถึงรัฐบาลศรีลังกา
สุชาติ กล่าวว่า เอกอัครราชทูตศรีลังกาได้พูดถึงข้อความบนเฟซบุ๊กต่าง ๆ ว่า “บางภาพไม่ใช่ช้าง 2 เชือกของไทย เป็นช้างที่เป็นอดีตมาแล้ว” เราก็ไม่ได้ว่าใครถูกหรือผิด เพราะยังไม่ได้เดินทางไป วันนี้เราเจรจาในนามของตนเอง ห่วงใยช้าง 2 เชือก ตั้งใจที่จะขึ้นไปพบและไปเยี่ยม และมีประเด็นในการหารือเรื่องโลกร้อนที่รอความร่วมมือกันอยู่ด้วย เราจะทำข้อความผ่านกระทรวงการต่างประเทศส่งถึงศรีลังกาว่า “อาจจะขอคณะสัตวแพทย์ขึ้นไปด้วย เพื่อไปตรวจสุขภาพช้างทั้ง 2 เชือก ให้คนไทยทราบข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงความเป็นอยู่ทั้งหมด”
ซึ่งเอกอัครราชทูตศรีลังการะบุว่า “เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นก็นำข้อความต่าง ๆ ส่งไปทางรัฐบาลศรีลังกา” โดยได้มีการจัดทีมสัตวแพทย์อาวุโสลงไปตรวจสุขภาพช้างและดูความเป็นอยู่ของวัดทั้ง 2 แห่ง ที่มีการมอบช้างไปอยู่วัดละเชือก และมีการรายงานเป็นข้อมูลช้าง ตนเองกับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็พร้อมที่จะขึ้นไปคารวะประธานาธิบดีศรีลังกาตามข้อสั่งการของนายกฯ และนำทีมแพทย์ไปตรวจสุขภาพ ส่วนการจะได้กลับมาหรือไม่ จะต้องไปพูดคุยกันหน้างาน
สุชาติ กล่าวอีกว่า จากหนังสือที่ดูตามเอกสารในอดีตพบว่า “การส่งช้างไปเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล” ซึ่งการที่จะคุยกันต้องยอมรับว่าเขามีความผูกพันกับช้างทั้งสองเชือกเช่นกัน เพราะเป็นช้างที่ใช้แห่พระเขี้ยวแก้วมายาวนาน และประชาชนชาวศรีลังกาให้ความเคารพและนับถือศาสนาพุทธเช่นกัน เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวศรีลังกาให้ความเคารพช้างทั้ง 2 เชือกด้วย เพราะการแห่พระเขี้ยวแก้วเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศเขา ช้างเป็นศูนย์รวมจิตใจของเขา
ทั้งนี้ หลักคือ “รัฐบาลของเขาได้มอบให้กับวัดละเชือก เพราะวัดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวศรีลังกาให้ความเคารพนับถือ” เมื่อไปพบรัฐบาลศรีลังกาแล้ว ตรวจสุขภาพแล้ว ในเรื่องการเจรจา ดูต้องว่าใครถือกรรมสิทธิ์ ต้องรอให้เขาตอบกลับมา โดยได้ย้ำเอกอัครราชทูตไปว่า “เป็นเรื่องของจิตใจที่ไทยผูกพันกับช้าง เวลาเราเจรจาทางการทูตเราต้องทะนุถนอมความสัมพันธ์ 70 ปี จะพูดด้วยความคิดตนเองทั้งหมดไม่ได้ ต้องฟังเขาด้วย”
ยืนยันว่าเราทำงานเต็มที่ ไม่ได้หยุดนิ่งและทำทุกวัน ขอคนไทยให้เวลา เพราะเรามารับเรื่องนี้ช่วงหลังรับตำแหน่ง 30 วัน ภายใน 1 เดือนเราสามารถเจรจาถึงขั้นนัดเอกอัครราชทูตมาพูดคุยด้วยได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนวันที่ 8 ธ.ค. จะทำอะไรได้บ้าง? สุชาติ กล่าวว่า “จะต้องให้กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือไปทางรัฐบาลศรีลังกาให้ตอบรับในการขอเข้าคาราวะประธานาธิบดี พร้อมจะหารือเกี่ยวกับโลกร้อน พร้อมจะขอนำทีมสัตวแพทย์จากไทยไปด้วย” เบื้องต้นมีการยืนยันว่า “ช้างทั้ง 2 เชือก มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่เราอยากไปดู ส่วนจะสามารถนำช้าง 2 เชือกนี้กลับไทยภายใน 4 เดือน ตามอายุรัฐบาลหรือไม่นั้น จะพยายาม”

ชี้นิมิตรหมายดี ‘สนธยา’ ซบ ‘ภท.’ ลั่นไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่ มีแต่ ‘บ้านเรา’
ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีจะพา สนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม มาเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 23 พ.ย. นี้หรือไม่?
สุชาติ ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมไม่บังอาจไปรับใคร ขอเป็นน้องที่ต้อนรับมากกว่า แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเมือง ผมเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของความพร้อมของแต่ละไทม์มิ่ง (Timing) วันนี้ผมสังกัดพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าพรรคที่สังกัดอยู่น่าจะเป็นไทม์มิ่งที่ดี ทุกพรรคที่ผมอยู่ก็ไทม์มิ่งที่ดีทั้งนั้น และเป็นความโชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ของการเมืองมาอยู่รวมกัน ผสมกันทั้งเก่าทั้งใหม่”
วันนี้คำว่าบ้านเก่าบ้านใหม่ไม่มีแล้ว ชลบุรีก็บ้านเราทั้งหมด
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า “จ.ชลบุรี จะเป็นลมบูรพาที่แข็งแรง หรือจะเป็นลมพัดลมเพ”สุชาติ กล่าวว่า “ผมได้คุยกับสนธยาแล้ว ผมก็เหมือนเป็นน้องอยู่แล้ว เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี การเมืองเมื่อก่อนมันอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่ละพรรค แต่วันหนึ่งเพื่อชลบุรี เพื่อให้ผู้นำไม่มีแบ่งแยก ให้ชาวบ้านได้สามัคคี พุ่งเป้ารวบรวมชาวชลบุรีให้เดินหน้าเป็นหนึ่ง มันต้องเสียสละ อายุเยอะกันหมดแล้ว และยืนยันไม่ได้แบ่งคนละครึ่ง แต่เอาเป็นว่าใครถนัดตรงไหน การเมืองมันไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ของใคร เป็นเรื่องของประชาชน”
เมื่อถามว่า จะรวมพลังกันสู้กับ “สีส้ม” ได้หรือไม่? สุชาติ กล่าวว่า “ผมไม่รู้ว่าผมแข่งกับใคร เพราะถ้าเรารวมกันและทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติบ้านเมือง และทำให้ชาวชลบุรีได้ประโยชน์สูงสุด มันก็ควรที่จะต้องอยู่รวมกัน”
เมื่อถามถึงความมั่นใจหรือไม่ว่าจะทวงเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งมาได้? สุชาติ กล่าวว่า “เราทุกคนต้องมั่นใจ เดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว”
เมื่อถามย้ำ “มั่นใจว่าจะได้ยกจังหวัดหรือไม่?” สุชาติ กล่าวว่า “พูดไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด การเมืองใครลงก็ต้องหวังทุกคน”
แจงโยก ‘รวีวรรณ’ นั่ง ‘ปลัด ทส.’ ถูกฝาถูกตัวแล้ว
ส่วนกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสลับ ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
สุชาติ ในฐานะ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่า “การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 11 ต้องเข้าสู่ ครม. เพราะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่ง รวีวรรณ เติบโตมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มา 5-6 ปี และเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) มา 4 ปี ซึ่งจะต้องต่อวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 1 ปี”
“ซึ่งตอนนี้ปฏิรูปที่ดินจะเสร็จแล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องหมุนเวียน และต้องยอมรับว่า รวีวรรณ มีความเหมาะสมที่สุด ต้องไปอยู่ในที่ๆ ถูกฝาถูกตัว ซึ่งคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพราะเขาเติบโตจากที่นี่ ต้องมาทำเรื่องปฏิรูปที่ดิน เรื่องวันแมป เรื่องที่ดินทับซ้อนต่างๆ จะได้เอาเรื่องนี้มาแก้ปัญหาให้นายกฯ ด้วย ส่วน ชญานันท์ เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนเก่ง มีความจำเป็นมากในการวางไทม์มิ่ง เวลาที่จะเป็นระยะสั้น ซึ่งไม่มีอะไร ได้คุยกับ ชญานันท์ แล้วเมื่อวันที่ 18 พ.ย. โดยทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกันที่ สผ. เป็นหัวหน้าลูกน้องกันมา”
ยืนยันว่าเป็นการนำคนมาใช้ให้ถูกกับงานของรัฐบาลในระยะสั้นนี้ มีความเหมาะสม
เมื่อถามถึงกรณีมีข้อครหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้? สุชาติ กล่าวว่า “ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เลย แล้วเราเอามาตรงนี้จะถูกครหา แต่นี่เขาเติบโตมาในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ”
ส่วนกรณีที่มีการโฟกัสเรื่องนามสกุล “ภูริเดช” ของ รวีวรรณ? สุชาติ ยิ้มพร้อมกล่าวว่า “จะทำอย่างไรได้ คนเราเกิดมา อีกหน่อยลูกผมเป็นนักการเมืองแล้วมีคนบอกว่าเป็นนามสกุลพ่อ อย่างนี้ไม่ได้ มันอยู่ที่ความสามารถ ขอให้เอาผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า”
เมื่อถามย้ำว่า เหตุใดต้องมาย้ายในครั้งนี้ เพราะ ชญานันท์ เพิ่งดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น? สุชาติ กล่าวว่า “ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีปัญหาเรื่องที่ดินมาก ชาวบ้านที่มาหาผมทุกวันมีแต่เรื่องที่ดิน”




