แจงชัดปม ‘กัญชา’ ต้องออกกฎหมายควบคุม ไม่ใช่ดึงกลับเป็นยาเสพติด

11 พ.ค. 2567 - 11:17

  • ‘ศุภชัย’ แจงชัดๆ ปมดึง ‘กัญชา’ กลับเป็นยาเสพติด ชี้ต้องมีเหตุผลทางวิทย์รองรับ

  • ยันบรรจุในนโยบายรัฐบาล ‘สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ’ แม้ ‘รมว.ยุติธรรม’ ไม่เห็นด้วย

  • แนะใช้ให้ถูกต้อง ออกกฎหมายมาคุม-เข้มบังคับใช้ คือแนวทางดีที่สุด

Supachai_explain_case_marijuana_Must_pass_laws_to_control_not_put_back_on_drug_list_SPACEBAR_Hero_eaa84720d4.jpg

กลายมาเป็น ‘หนังเรื่องยาว’ สำหรับกรณีที่รัฐบาลเตรียมดึง ‘กัญชา’ กลับมาเป็นยาเสพติด จนถูกจับตาถึงความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง ‘ภูมิใจไทย’ ขณะที่ล่าสุด ประเด็นนี้ดูเหมือนจะร้อนแรงขึ้นอีกเมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม แสดงความไม่เห็นด้วยในการใช้กัญชาเชิงเศรษฐกิจ

ในเรื่องนี้ ศุภชัย ใจสมุทร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) กัญชากัญชงฯ มองว่า นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันเขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะดำเนินแนวทางนโยบายการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์ และสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็ให้การรับรองเอาไว้ต่อรัฐสภา

ดังนั้น การดำเนินการที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการออกกฎหมายมาควบคุมการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง และได้มีการเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้กัญชา กัญชง ในสภาผู้แทนราษฎร

การใช้กัญชาในประเทศไทย มีการกำหนดเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า การนำกัญชา กัญชงมาใช้ ปริมาณสารสกัดจะต้องมี THC ไม่เกิน 0.2% ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสหประชาชาติ และหลายประเทศทั่วโลกดำเนินการตามนี้ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และประเทศกลุ่มยุโรป ก็มีการออกกฎหมายมาควบคุมการใช้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา โดยที่อุตสาหกรรมกัญชา คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่านับหมื่น นับแสนล้านบาท

ศุภชัย ระบุว่า การประกาศให้กัญชาทุกส่วน หรือบางส่วน หรือเฉพาะสารสกัด เป็นยาเสพติด ต้องมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ จึงจะตอบประชาชนได้ว่า เหตุใดจึงมีการประกาศเปลี่ยนแปลงสถานะของกัญชา ให้กลับไปเป็นยาเสพติด

เนื่องจากการประกาศให้กัญชาทุกส่วนที่ผลิตในประเทศ พ้นจากการเป็นยาเสพติด และกำหนดให้สารสกัดที่มี THC มากกว่าร้อยละ 0.2 ของน้ำหนักเป็นยาเสพติด เป็นการประกาศโดยมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ และเป็นมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ดังนั้น จึงต้องมีเหตุผลมารองรับหากจะมีมติเปลี่ยนแปลงประกาศฉบับปัจจุบัน

ต้องรอดูว่า การประกาศให้กัญชาเป็นยาเสพติด จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์และสุขภาพ หรือไม่อย่างไร หากมีการประกาศให้กัญชากลับไปเป็นเป็นยาเสพติด จะเหมาะหรือไม่ ที่รัฐบาลจะใช้ยาเสพติดมาสร้างมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ การแก้กฎหมายต้องคำนึงถึงคนทั้งประเทศ การแก้ปัญหาคือ การออกกฎหมายมาควบคุม ไม่ใช่การทำให้กัญชาเป็นยาเสพติด การปลดล็อกกัญชาที่ผ่านมา มีการออกประกาศควบคุมต่างๆ เช่น ปริมาณ THC ไม่ให้เกิน 0.2 % การห้ามจำหน่ายให้แก่เด็กและเยาวชน ตลอดจนบริเวณใกล้เขตวัด เขตโรงเรียน สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร และการร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการใช้กัญชา-กัญชง พรรคภูมิใจไทย ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ขณะนี้ได้ยื่นร่างเข้าสู่สภาฯแล้ว จึงเป็นแนวทางที่น่าจะดำเนินการต่อไปให้สิ้นกระบวนการ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์