ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติเรื่อง “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท” เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน
โดยในช่วงของ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า พ.ร.ก.ไม่อยู่นอกระบบตรวจสอบ เพราะสภาฯ ตรวจสอบและสามารถเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ เหตุผลของการออก พ.ร.ก.มีความชัดเจน คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพ รักษาการจ้างงาน และรักษาความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งนี้อาจเห็นต่างจาก สส.ฝ่ายค้าน แต่ในหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจและคุ้มครองประชาชน ฝ่ายบริหารมีหน้าที่และอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหา
ศุภชัย ย้ำว่า “รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน คือการใช้อำนาจ ส่วนสภาฯ มีหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนการตั้ง กมธ.ติดตามการใช้เงินกู้ทุกบาททุกสตางค์คือการถ่วงดุล ดังนั้นการสนับสนุน พ.ร.ก.ไม่ใช่ปล่อยให้อำนาจไร้ขอบเขต แต่สนับสนุนระบบตรวจสอบ” ทั้งนี้การกู้เงินก้อนใหญ่ต้องถูกตรวจสอบ เพราะเป็นเงินของประชาชน ผมสนับสนุนการติดตามการใช้เงิน หากใช้เงินไม่คุ้มค่าต้องตรวจสอบ หากทุจริตไม่มีใครหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบได้
การกู้เงินไม่ใช่การตีเช็คเปล่า สภาฯ ต้องช่วยกันตรวจสอบเข้มข้น พรรคฟากรัฐบาลสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.




