‘ศุภชัย’ งัดปมอำนาจ ‘กมธ.กฎหมาย’ สะกิด ‘โรม’ อย่าให้เก้าอี้ใหญ่กว่าข้อบังคับ

8 ต.ค. 2569 - 16:27

  • ‘ศุภชัย’ ชี้ปม “เรียกนายกฯ” ต้องอยู่ในกรอบอำนาจและหน้าที่ของ กมธ.

  • ตั้งคำถามเรียกซ้ำ-เปลี่ยนประเด็น หวั่นสภาฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

  • เตรียมทำหนังสือถึงประธานสภาฯ วินิจฉัยปัญหา พร้อมสะกิด‘โรม’ ทุกคนเป็นกรรมาธิการเท่ากัน

‘ศุภชัย’ งัดปมอำนาจ ‘กมธ.กฎหมาย’ สะกิด ‘โรม’ อย่าให้เก้าอี้ใหญ่กว่าข้อบังคับ

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ที่มีการพิจารณาการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2567-2569 หลังมีการออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง โดยนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือ 2 ฉบับถึงประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาตามข้อ 90 วรรค 4 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า การใช้อำนาจเรียกให้มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการฯ ตามกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านบางส่วนไม่ร่วมประชุม ชี้ควรทบทวนอำนาจเรียก

ศุภชัย กล่าวว่า คณะกรรมาธิการสัดส่วนฝ่ายรัฐบาล 6 คน และพรรคฝ่ายค้านบางคน เห็นว่าพฤติกรรมในการประชุมและการเรียกนายกรัฐมนตรีมาสอบนั้นส่อไปในทางผิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงมีมติไม่เข้าร่วมประชุม เพื่อแสดงจุดยืนว่าประธานคณะกรรมาธิการไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับ

อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมาธิการที่มีเฉพาะสัดส่วนฝ่ายค้าน ยังคงมีความพยายามให้ออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีมาอีกครั้ง แทนที่จะทบทวนว่าการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นไปตามหน้าที่หรืออำนาจของกรรมาธิการหรือไม่ โดยแม้จะมีความพยายาม แต่ก็ไม่สามารถออกเป็นมติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เนื่องจากมีเพียงเสียงของกรรมาธิการฝ่ายค้าน

เตรียมทำหนังสือถึงประธานสภาฯ ชี้ปัญหากระทบการทำงาน

ศุภชัย กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหากับกรรมาธิการบางคณะที่มีประธานมาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับตามที่ควร ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหาและเป็นวิกฤต

หลังจากนี้ตนกับคณะกรรมาธิการส่วนหนึ่งที่เป็นเสียงข้างมากในกรรมาธิการ จะทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการวินิจฉัยและแก้ปัญหาเหล่านี้โดยเร็ว เนื่องจากหากประธานกรรมาธิการกระทำเกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกรรมาธิการ รวมถึงประชาชนและสภาผู้แทนราษฎร

ชี้ “อำนาจเรียก” ต้องดูว่าอยู่ในหน้าที่กรรมาธิการหรือไม่

เมื่อถามว่ากรรมาธิการไม่สามารถออกคำสั่งเรียกให้นายกรัฐมนตรีมาชี้แจงได้เลยใช่หรือไม่ ศุภชัย กล่าวว่า ต้องพิจารณาก่อนว่าเรื่องที่จะเข้าสู่กรรมาธิการอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการหรือไม่ และซ้ำซ้อนกับกรรมาธิการอื่นหรือไม่

ที่ผ่านมาเป็นเรื่องเดียวกันแต่มีการเปลี่ยนหัวข้อ ขณะที่บุคคลที่ถูกเรียกมาชี้แจงยังเป็นคนเดิม ๆ และถูกเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากหลายกรรมาธิการ

“วันนี้ไม่ได้เจตนาหวังผลอะไรแต่เจตนาหวังผลเรื่องการเมือง ก็บันเทิงธิปไตยอย่างที่เขาพูดกัน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้สภาก็ไม่ควรที่จะตกเป็นเครื่องมือให้การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จากกรรมาธิการ ควรจะต้องดึงกลับมาอยู่จุดเดิมในข้อบังคับที่ควรจะเป็น”

ยกกรณี “สามีสุชาดา” ชี้ไม่เกี่ยวกับ กมธ.กฎหมายฯ

ศุภชัย กล่าวต่อว่า การออกคำสั่งเรียกสามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าผู้ออกคำสั่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องนั้นหรือไม่ โดยยกตัวอย่างกรณีสามีของสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งศุภชัยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการกฎหมายฯ เช่นเดียวกับอีกหลายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการ

ในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการกฎหมาย แต่ละเรื่องที่เข้ามาไม่เคยมีมติของกรรมาธิการ แต่เป็นเรื่องที่ประธานสั่งบรรจุเอง จึงเห็นว่าต้องทบทวนให้เป็นไปตามข้อบังคับ และดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้กรรมาธิการสามารถเดินหน้าทำงานให้ประชาชนต่อไปได้

ย้ำไม่ได้ปกป้องนายกฯ แต่ติดใจ “เชิญเรื่องหนึ่ง พูดอีกเรื่อง”

เมื่อถามว่าการออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีเป็นมติของกรรมาธิการหรือไม่ ศุภชัย กล่าวว่า เป็นมติที่มีการเรียก พร้อมอธิบายว่า โดยทั่วไปกรรมาธิการส่วนใหญ่เป็นเสียงของฝ่ายรัฐบาล แต่เฉพาะกรรมาธิการกฎหมายฯ มีความผิดเพี้ยนของสัดส่วน ด้วยเหตุผลส่วนตัวของกรรมาธิการบางคน จึงทำให้เกิดความผิดเพี้ยนขึ้น

ศุภชัย ย้ำว่า หากเป็นเรื่องสำคัญจริง ฝ่ายรัฐบาลก็ใช่ว่าจะไม่ลงมติ เพราะการทำงานในฐานะกรรมาธิการเป็นเรื่องของฉันทามติหรือเสียงข้างมาก หากการดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาตามข้อบังคับและไม่มีวาระซ่อนเร้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่วาระซ่อนเร้น แต่เป็นวาระที่เปิดเผยในการเอาเรื่องการเมืองเข้ามา

ส่วนกรณีถูกมองว่าเป็นการปกป้องนายกรัฐมนตรี ศุภชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยว โดยนายกรัฐมนตรีเองก็ยืนยันว่าจะมา เช่นเดียวกับไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มา แต่ประเด็นอยู่ที่เมื่อเชิญมาชี้แจงเรื่องหนึ่ง แต่ในกรรมาธิการพูดอีกเรื่องหนึ่ง และแถลงข่าวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่ชอบตามข้อบังคับ

ชี้ปมร้อนอยู่ที่ ‘รังสิมันต์ โรม’ ย้ำประธานไม่ใช่อำนาจเหนือกรรมาธิการ

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ ศุภชัย กล่าวว่า “ก็ยังสงสัย”

“ถ้าท่านกลับเนื้อกลับตัว ทำให้เป็นไปตามข้อบังคับก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าว่าท่านยังยึดแนวเดิมแบบที่ท่านเป็นอยู่ตอนนี้ Entertainment Crazy อะไรของท่านก็ว่าไป พวกเราก็คงมีมาตรการในการดำเนินการที่ข้อบังคับเปิดช่องไว้ แต่ผมยังไม่อยากให้ถึงตรงนั้น”

เมื่อถามว่าปัญหาหลักขณะนี้คือตัวประธานกรรมาธิการ คือ รังสิมันต์ โรม ที่ใช้อำนาจมากเกินไปใช่หรือไม่ ศุภชัย กล่าวว่า เท่าที่ปรากฏช่วงที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น แต่หากทำหน้าที่แบบตรงไปตรงมา กรรมาธิการก็จะกลับมาด้วยความรักความอบอุ่นเหมือนเดิม

“ตอนนี้มันไม่อบอุ่น ไม่ได้หนาวแต่ร้อน ผมไม่อยากให้ร้อนไปกว่านี้”

ย้ำทุกคนเป็นกรรมาธิการเท่ากัน หวังกลับมาอยู่ในกรอบข้อบังคับ

เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกันส่วนตัวแล้วหรือไม่ เพื่อให้กรรมาธิการเดินหน้าได้ ศุภชัย กล่าวว่า ตนเคยเป็นประธานกรรมาธิการ และคิดว่าสิ่งที่ประธานกับประธานกรรมาธิการทุกคณะมีเหมือนกัน คือการไม่ตั้งตนว่าประธานคืออำนาจ เพราะทุกคนเป็นกรรมาธิการเท่ากัน

“กรรมาธิการบ้านหลังนี้ ไม่ได้เป็นบ้านของท่าน เก้าอี้ประธานที่บรรพบุรุษให้ท่านมา ไม่ได้มีโคตรเหง้าที่ไหนให้ท่านมา เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้เพียงแต่ท่านทำตรงไปตรงมา เก้าอี้ตรงนี้เป็นเก้าอี้สมมุติให้ท่าน แต่ถ้าวันหนึ่งท่านคิดว่าเก้าอี้นี้เป็นของท่านอยู่และจะชี้ใครก็ได้ ถึงเวลาใครยกมือแล้วไม่พอใจก็กดไม่ให้พูด ถึงเวลาจะไล่ออกจากห้องประชุม ตัวท่านเองก็ชอบไล่อยู่ นี่คือประเด็น ถ้าท่านกลับมาเหมือนเดิมก็โอเค ไม่มีปัญหาจริง ๆ ส่วนตัวไม่ได้มีอะไรกัน ไหว้กัน คำว่าสวัสดีก็ยังสวัสดีอยู่ พึมพำมาก็ฟังความว่าสวัสดี ไม่ได้ยินเสียงอื่นออกมาอยู่ ดังนั้นจึงหวังว่าให้ท่านเมตตากลับมาอยู่ในที่ชอบ ๆ ตามกฎหมายตามข้อบังคับ”

suphachai-challenges-committee-power-to-summon-prime-minister-SPACEBAR-Photo01.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์