ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แสดงข้อห่วงกังวลต่อการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อปรับโครงสร้างแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากระบบเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax มาเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ศุภชัยระบุว่า เคารพและรับฟังข้อห่วงกังวลของ กสม. โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของประชาชนและเสรีภาพของสื่อ แต่เห็นว่าต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” กับ “ความเป็นอิสระจากระบบงบประมาณ” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
ย้อนถาม กสม.รับงบรัฐ แต่ยังทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้หรือไม่
ศุภชัยระบุว่า กสม.กังวลว่าการนำไทยพีบีเอสเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ อาจเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมืองใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือกดดัน และกระทบความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ พร้อมตั้งคำถามว่า หากการรับงบประมาณจากรัฐทำให้องค์กรสูญเสียความเป็นอิสระ กสม.เองซึ่งได้รับงบประมาณผ่านระบบงบประมาณของรัฐ จะสามารถทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระได้หรือไม่
โดยข้อมูลของสำนักงาน กสม. ระบุว่า ปีงบประมาณ 2567 ได้รับจัดสรรงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย จำนวน 268,041,900 บาท และยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบ เสนอแนะ และแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามอำนาจหน้าที่ รวมถึงมีการจัดทำแผนและรายงานการใช้จ่ายงบประมาณตามระบบอย่างต่อเนื่อง
ศุภชัยจึงเห็นว่า การได้รับงบประมาณจากรัฐไม่ได้หมายความโดยตัวมันเองว่าองค์กรจะต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล เช่นเดียวกับศาลและองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หลักประกันความเป็นอิสระอยู่ที่รัฐธรรมนูญ กฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการห้ามแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่การมีรายได้ที่ถูกกันไว้นอกระบบงบประมาณ
ชี้สิทธิประชาชนไม่เท่ากับสิทธิหน่วยงานต้องได้ Earmarked Tax
สำหรับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่ง กสม.กังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้อาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ รวมถึงการส่งเสริมด้านกีฬา ศุภชัยระบุว่า ข้อห่วงกังวลดังกล่าวสามารถรับฟังได้ แต่ต้องแยก “สิทธิของประชาชนที่จะได้รับบริการ” ออกจาก “สิทธิของหน่วยงานที่จะได้รับ Earmarked Tax ตลอดไป”
ศุภชัยย้ำว่า รัฐยังมีหน้าที่จัดบริการและงบประมาณเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพียงแต่สามารถจัดสรรผ่านระบบงบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพิจารณาความจำเป็นในการใช้เงินสาธารณะในภาพรวม ซึ่งเป็นหลักของวินัยการเงินการคลังของรัฐตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ย้ำ “เงินไม่ได้หายไป” แต่เปลี่ยนเส้นทางการจัดสรร
ศุภชัยระบุเพิ่มเติมว่า การยกเลิก Earmarked Tax ไม่ได้หมายความว่าเงินของรัฐจะหายไป หรือผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะได้รับประโยชน์จากการจ่ายภาษีน้อยลง เพราะรัฐสามารถปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายได้ยังเข้าสู่รัฐ ก่อนจัดสรรผ่านระบบงบประมาณตามภารกิจและความจำเป็น
โดยสรุปคือ จากเดิมที่ผู้ประกอบการจ่ายภาษีและเงินบำรุงส่งตรงให้องค์กร จะเปลี่ยนเป็นการนำรายได้เข้าสู่ระบบภาษีของรัฐ ก่อนจัดสรรผ่านงบประมาณให้หน่วยงานตามภารกิจ
ศุภชัยจึงเห็นว่า การถกเถียงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นว่าฝ่ายหนึ่ง “ปกป้องสิทธิมนุษยชน” ขณะที่อีกฝ่าย “ทำลายสิทธิมนุษยชน” แต่ควรตั้งคำถามว่าประเทศไทยจะจัดระบบรายได้และรายจ่ายของรัฐอย่างไร เพื่อรักษาได้พร้อมกันทั้งวินัยการเงินการคลัง ความโปร่งใสตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร
‘ณัฐพงษ์’ ย้ำหลักประกันอิสระสื่อ หวั่นแก้กฎหมายเปิดทางรัฐรวบอำนาจ
ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนต่อร่างกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยว่า ประเด็นแรกต้องยึดหลักความเป็นอิสระและสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะการแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของไทยพีบีเอส
ณัฐพงษ์ระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลออกมาสร้างความชัดเจน คือไม่ว่าจะแก้ไขกฎหมายในรูปแบบใด ภาษีที่จัดเก็บจากธุรกิจสุราและยาสูบ หรือที่เรียกว่าภาษีบาป ไม่ควรทำให้ภาคธุรกิจดังกล่าวต้องจ่ายภาษีน้อยลง
พร้อมระบุว่า เข้าใจหลักวินัยการเงินการคลังที่ศุภชัยเสนอ แต่ต้องไม่ลืมว่า สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ต่างมีภารกิจเฉพาะของตนเอง ซึ่งจำเป็นต้องมีอิสระในการทำหน้าที่ในส่วนหนึ่ง
ขอรัฐบาลรับประกัน ไม่รวบทุกอย่างไว้ใต้การกำกับโดยตรง
ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญอีกข้อคือ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นและมีหลักประกันว่า ความพยายามแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรวบทุกอย่างมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลโดยตรง จนรัฐบาลสามารถสั่งการได้ทุกเรื่อง รวมถึงสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส
ทั้งนี้ ประเด็นการเปลี่ยนแหล่งรายได้จาก Earmarked Tax มาเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณ จึงกลายเป็นข้อถกเถียงระหว่างสองหลักคิด คือ ฝั่งที่ให้ความสำคัญกับวินัยและความโปร่งใสของระบบงบประมาณ กับอีกฝ่ายที่เน้นหลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรและการป้องกันไม่ให้กลไกงบประมาณถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อและองค์กรที่มีภารกิจเฉพาะ




