‘ศุภจี’ ชู ‘เทรดพลัส’ ปั้นการค้าไทยเชื่อมโลก

24 ธ.ค. 2568 - 16:51

  • ‘ศุภจี’ ชู “เทรดพลัส” ดันนโยบายพาณิชย์–การตลาดครบวงจร–ปั้น ‘SME ติดปีก’ สร้างมาตรฐานแฟรนไชส์

  • ชูไทยเป็น ‘ฮับฮาลาลเอเชีย’ หนุนบริการมูลค่าสูง การแพทย์–ธุรกิจคอนเทนต์

  • ยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลก ใช้แลกเปลี่ยนต่อรองซื้อเครื่องบิน–เรือรบ

‘ศุภจี’ ชู ‘เทรดพลัส’ ปั้นการค้าไทยเชื่อมโลก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทย ขึ้นแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 เป็นคนสุดท้ายเมื่อเวลา 12.30 น. โดยเริ่มต้นถามว่า “ตอนนี้เลยเวลาเที่ยงแล้ว หิวกันหรือยัง หิวหน่อยก็ดี จะได้ช่วยไปกินข้าว ให้ราคาข้าวจะสูงขึ้น ตอนนี้ข้าวเปลือกขาวอยู่ราคาเกิน 8,000 บาท ข้าวหอมมะลิเราแตะ 18,000 บาท ทั้งหมดที่ทำมาไม่ได้ใช้เงิน แต่ใช้วิธีบูรณาการ หาช่องทางหาตลาดในการที่จะบรรลุเป้าหมาย ให้สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ หรือเพิ่มราคาสินค้าการเกษตรได้” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฟังหลาย ๆ ท่านพูดในหลายเทรด อาจจะจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ขอให้จำในเรื่องของ “เทรดพลัส”

ก่อนอธิบายว่า ในเรื่องการค้าขายวันนี้ถูกล้อมด้วยภูมิรัฐศาสตร์มากมาย ตอนนี้โลกได้แบ่งเป็นขั้ว เป็นข้าง เป็นค่าย และมีมากมายหลายค่าย เป็น Multi polar world ดังนั้นการทำการค้าขาย ประเทศไทยต้องอยู่ในจุดที่พอดี ไปทางด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ได้ แต่หากทำด้านใดให้ดีพอ มีคุณค่ามากพอ ทุกประเทศจะมาเป็นคู่ค้าของประเทศไทย ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จะทำอะไรประเทศไทยในเรื่องของภูมิเศรษฐกิจได้ หากเราร่วมมือกันทำการค้าขาย ต้องทำด้วยกัน ต้องบูรณาการกัน

ซึ่งก่อนหน้านี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุว่าการนำงบประมาณช่วยเหลือเยียวยามาช่วยเหลือคนตัวเล็ก ผู้สูงวัย คนในชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการต่าง ๆ นี่คือฝั่งของการใช้ ซึ่งกระทรวงการคลังคือคนใช้ แต่กระทรวงพาณิชย์คือคนหาเงิน อยากให้ทุกคนมาช่วยกันหาเงินเข้าประเทศ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ GDP ทางการเกษตรอยู่ที่ 6% ภาคอุตสาหกรรม 25% และการบริการ 66% ในภาคเกษตรเรามีแรงงานอยู่ 30% แต่หารายได้ทางด้านการเกษตรแค่ 6% ดังนั้นต้องเพิ่มผลผลิต ต้องทำให้ได้มากขึ้นกว่านั้น ส่วนเรื่องของอุตสาหกรรม 25% ก็ลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นต้องมองหาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเพิ่มให้กับประเทศ

ส่วนการบริการ 66% ต้องเพิ่มมูลค่าด้วยการบริการมูลค่าสูง ทั้งหมดที่พูดมาเราอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน เพราะโลกเปลี่ยนแล้ว ประเทศไทยต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน หากพูดเรื่องการค้าขาย ขอแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ส่วนตัวถนัดเรื่องของการแบ่ง ซึ่งกลุ่มแรก คือ การเชื่อมการค้าโลก เพราะโลกยุคปัจจุบันต้องพูดถึงห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชน จากการขายแต่ตัวสินค้า ต้องเปลี่ยนเป็นขายวัตถุดิบ ขายสารตั้งต้น เพื่อเอาไปแปรรูปต่อไป โดยต้องมองให้ครบทั้งระบบ ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ได้ดุลการค้าที่แตกต่างกัน

ดังนั้นเราต้องไปหาข้อมูลว่าสิ่งที่ขายไปให้กับประเทศคู่ค้า สามารถไปทำประโยชน์ต่อและแปรรูปต่อ เพื่อให้สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างไร นี่คือพลัสที่ 1 เป็นวิธีเอาตัวเราไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ให้เปลี่ยนจากประเทศคู่ค้า เป็นพันธมิตร และเป็นหุ้นส่วนในการค้า ในส่วนของการบริการ 66% ซึ่งหากเราขายสินค้าทางการเกษตรหรือสินค้าอุปโภคบริโภค เราต้องมีการคุยขายบริการควบคู่ไปด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีบริการมูลค่าสูงจำนวนมาก อาทิ บริการด้านการแพทย์ ด้านธุรกิจคอนเทนต์ เพื่อเพิ่มมูลค่าบริการให้สูงขึ้น ซึ่งต้องเปลี่ยนความคิด หรือ Mindset

ขณะที่ประเทศที่มีเรื่องของภาษีต่างตอบแทน อย่างสหรัฐอเมริกา หรือ US TARIFF GAPS ซึ่งปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีแต่ละประเทศไม่เท่ากัน อาทิ ประเทศจีน อินเดีย และแคนาดา ที่มีอัตราภาษีมากกว่าประเทศไทย ที่เสียเพียง 19% ดังนั้นเราต้องเจาะช่องว่าง ซึ่งเป็นโอกาสว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ โดยทำในสิ่งที่เราทำได้ คือ หาช่องโอกาสไปทำ แต่สิ่งสำคัญของการเชื่อมการค้าโลก คือ “ต้องหาประโยชน์ร่วมให้ได้” เพื่อให้เป็นคู่ค้าที่ยั่งยืน จากคู่ค้าเป็นพันธมิตร ให้เป็นหุ้นส่วน ทั้งหมดคือการตลาดระหว่างประเทศ

ศุภจี ยังกล่าวถึงด้านเกษตร ประเทศไทยต้องชูให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้ เรื่องแรกคือเรื่องการส่งออก โดยตนเองอยากจะชวนให้มาดูว่าเราซื้ออะไรจากใครบ้าง อาทิ ซื้อเครื่องบินกริฟเพน เรือฟริเกต และเครื่องบินพาณิชย์ แทนที่เราจะซื้อด้วยเงินสดอย่างเดียว ต้องพูดคุยนำสินค้าเกษตรไปแลกบ้าง ให้บ้าง โดยวางนโยบายว่าต้องไม่ซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น แต่ขอแลกแบบมีเงื่อนไข ซึ่งจะทำให้ฐานราคาสินค้าการเกษตรสูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

เรื่องการเพาะปลูก ต้องเปลี่ยนความคิด ไม่ใช่ปลูกอะไรตามใจเราอย่างเดียว แต่ต้องตามใจความต้องการของผู้อื่นด้วย อย่างในเรื่องของข้าวที่ประเทศไทยกับอีกหลายประเทศจะสลับกันเป็นอันดับหนึ่งของการส่งออกข้าว ซึ่งปัจจุบันข้าวหอมมะลิก็ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถปลูกได้ ดังนั้นต้องดูความต้องการ เพราะในบางประเทศก็ไม่ได้ต้องการเพียงข้าวหอมมะลิ ซึ่งเราต้องนำเรื่องนี้มาคิดเพื่อแข่งขันในการจัดส่งข้าวออกไปบริโภค ซึ่งต้องยอมรับว่าในหลายจังหวัดและหลายภาคของประเทศไทย จะมีข้าวแต่ละสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อ

ในเรื่องของเครื่องมือการผลิตเพื่อส่งออก บางชุมชนขาดเครื่องสีข้าว บางชุมชนขาดเครื่องแพ็กแบบสูญญากาศ หรือแม้กระทั่งบางชุมชนมีความพร้อมแต่ขาดตลาด ขาดการสร้างเรื่องราวและแพ็กเกจ ซึ่งที่ผ่านมาในระยะเวลา 2 เดือน ได้เข้าไปช่วยเหลือประมาณ 200 ชุมชน หากเป็นรัฐบาลต่ออีก 4 ปี จะสามารถไปต่อยอดได้อีกกี่ชุมชน ซึ่งนอกจากเรื่องของข้าว ยังดูเรื่องของสินค้าการเกษตรอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง และพืชทางการเกษตรอีกมากมาย โดยเฉพาะพืชที่มีการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือสินค้ามูลค่าสูง

ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาที่บริหารงานมา ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการข้าว หรือ กบข. ยังได้มีการอนุมัติงบประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ โดยให้ 10 ไร่ต่อครอบครัว เพื่อให้นำไปทดลองปลูกพืชท้ายไร่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหาตลาดรองรับสินค้าไว้แล้ว โดยผลงานในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้อนุมัติไปแล้วถึง 1,000,000 ไร่

ศุภจี กล่าวถึงนโยบาย “ติดปีก SME” สร้างรายได้ ที่จะให้ประชาชนสร้างสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งสิ่งที่ดำเนินการอยู่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เน้นเรื่องการทำธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นการขยายธุรกิจโดยไม่ต้องใช้เงินของตนเอง ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า Asset Light เมื่อธุรกิจของประชาชนสามารถพัฒนาเป็นแฟรนไชส์ได้ และผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาตรฐานอย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว และจะทำต่อไป โดยมีตัวอย่างจากการไปเยือนซาอุดีอาระเบีย ที่มีความต้องการซื้อธุรกิจแฟรนไชส์จากประเทศไทย ถือเป็นรูปแบบของ Asset Light ที่จะช่วยติดปีกให้กับ SME ไทย

ส่วน High Value นั้น คนไทยมีความสามารถ สมองดี ฉลาด โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่เป็น Content Developer (คอนเทนต์ดีเวลอปเปอร์) แต่ยังขาดการสนับสนุน ทั้งในเรื่องของทักษะ กฎระเบียบ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้สามารถนำคอนเทนต์หรือสิทธิบัตรที่อยู่ในความคิด มาสร้างมูลค่าทางการค้าได้

ขณะที่การผลักดันสินค้า GI หรือสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หากสามารถยกระดับสินค้าอุปโภคบริโภคให้เป็นสินค้า GI ได้ มูลค่าสินค้าก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหากดำเนินการได้ ก็ถือเป็นการติดปีกให้กับ SME ไทยเช่นกัน

ศุภจี กล่าวต่อไปถึงภาคอุตสาหกรรมในอนาคต คือการมุ่งสร้าง New S-Curve อาทิ การท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง การแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวต้องอยู่ที่การสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับผู้ที่เดินทางเข้ามา ดังนั้นต้องช่วยกันในลักษณะบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันก็พยายามดำเนินการอยู่ เช่น World Medical / Senior Living โดยหัวใจสำคัญคือคนไม่ต้องเข้ามาเยอะ แต่อยู่กับเราให้นานขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้น นี่คือสิ่งที่จะสนับสนุนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการสนับสนุนการเป็น Multicaster อาทิ “ฮาลาล” หากประเทศไทยสามารถผลักดันตัวเองให้เป็น “ฮาลาลฮับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ได้ ก็จะสามารถต่อยอดธุรกิจได้ อีกทั้งยังมีชาวต่างชาติให้ความสนใจในเรื่องการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยสหรัฐอเมริกาได้มาเปิดวิทยาเขตร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการผลักดันต่อไป

อีกทั้งยังชูนโยบาย “รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก” ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะทำให้การทำงานรวดเร็ว ฉับไว ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ลดความยืดเยื้อและความไม่ทันสมัย พร้อมทั้งโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดเผยข้อมูล

การทบทวนกฎหมายที่ทำได้ไม่มาก เพราะนายกฯ รีบยุบสภาไปก่อน ซึ่งต้องรออีก 4 ปีถึงจะทำได้ พร้อมทั้งดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบภาษี เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้น หากทำเช่นนี้แล้ว ในทุก ๆ นโยบาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือรอยยิ้มของคนไทย แม้ว่าตอนนี้เราจะยิ้มไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่ถ้าขอเวลาอีก 4 ปี พวกเรายิ้มได้สวยแน่นอน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์