การขยายตัวของธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center กำลังกลายเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งจัดการ หลังพบการก่อสร้างในพื้นที่ชุมชนโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานรัฐอยู่ระหว่างตรวจสอบกรณีศูนย์ข้อมูลบางแห่งที่อาจดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงข้อกังวลเรื่องการกักเก็บน้ำมันเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า และความเป็นไปได้ที่มีทุนต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
ชี้ “ช่องโหว่” ใช้ใบอนุญาตคลังสินค้า สร้าง Data Center ใกล้ชุมชน
ศุภณัฐ มีนชัยอนันต์ สส.กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการก่อสร้างและดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่ชุมชนว่า ปัจจุบันกิจการดังกล่าวไม่มีกฎหมายมากำกับดูแล ทำให้ผู้ประกอบการอาศัยช่องว่างไปขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบอาคารคลังสินค้า ซึ่งไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ การปล่อยความร้อน เสียง หรือการบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ศุภณัฐระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนและสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร พบว่ามีศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารคลังสินค้า แต่มีพื้นที่กักเก็บน้ำมันได้สูงสุดถึง 400,600 ลิตร และมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้ไม่มีการจ้างคนมาทำงานในพื้นที่จำนวนมาก พร้อมชี้ว่า “นี่คือช่องว่าง”
หวั่น Data Center กระจายตัวไร้โซนนิ่ง ตั้งประชิดโรงพยาบาล-ชุมชน
ศุภณัฐกล่าวต่อว่า ตามกฎหมายผังเมือง คลังสินค้าสามารถก่อสร้างได้ในเกือบทุกผังเมือง ดังนั้นการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลโดยระบุว่าเป็นอาคารคลังสินค้า จึงสามารถตั้งอยู่ข้างโรงพยาบาลหรือใกล้ชุมชนได้อย่างสะเปะสะปะ ทั้งที่ควรถูกจัดโซนนิ่งตามขนาดการใช้ไฟฟ้า และอยู่ห่างไกลจากชุมชน
โดยควรให้ กทม.จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เพื่อจัดให้เป็นนิคมเฉพาะ ทั้งนี้ ศุภณัฐระบุว่า เคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ปี 2567 เพื่อขอให้กำหนดนิยามของศูนย์ข้อมูล แต่ผ่านไปกว่า 1 ปี ยังไม่มีการแก้ไขระเบียบใดๆ เกิดขึ้น
จี้ กทม.แก้กฎหมาย-ผังเมือง ก่อนประชาชนต้องเสี่ยงอีก 5-10 ปี
ศุภณัฐกล่าวอีกว่า ได้เรียกร้องไปยัง 2 หน่วยงาน โดยข้อแรกเสนอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครใช้อำนาจออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดนิยามศูนย์ข้อมูลและแก้ไขข้อบัญญัติควบคุมอาคารเป็นการฉุกเฉิน
พร้อมทั้งนำร่างผังเมืองฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการมากว่า 2 ปี กลับไปปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อกำหนดข้อบังคับเรื่องศูนย์ข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนประกาศใช้ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงไปอีก 5-10 ปี
ส่วนข้อเรียกร้องที่ 2 คือ ให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้กิจการศูนย์ข้อมูลต้องจัดทำ EIA เพื่อให้เกิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
“กลิ่นน้ำมัน” ยังไม่ยืนยัน แต่ห่วงสต๊อกน้ำมัน-การบังคับใช้กฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีมีการร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันจากศูนย์ข้อมูลที่อาจกระทบชุมชน ศุภณัฐกล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ช่วยกันสังเกตการณ์ว่ากลิ่นดังกล่าวมีที่มาจากจุดใด หรือเกิดจากการรั่วไหลหรือไม่
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือมาตรการความปลอดภัยจากการสต๊อกน้ำมัน แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายกำกับดูแล แต่ปัญหาหลักคือการขาดการบังคับใช้และขาดการตรวจตราอย่างจริงจังและต่อเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ศุภณัฐยกกรณีการให้โบนัสพื้นที่ก่อสร้าง (FAR Bonus) แก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดินมูลค่า 3-4 ล้านบาท ซึ่งอนุญาตให้สร้างพื้นที่ขายเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 20% และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหลักร้อยล้านบาท แต่ กทม.กลับไม่มีกลไกติดตามว่ามีการเปิดใช้งานบ่อหน่วงน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจริงหรือไม่
ห่วงคายความร้อน-ค่าไฟพุ่ง ฉุดความน่าอยู่ของเมือง
ศุภณัฐกล่าวต่อว่า ในกรณีของศูนย์ข้อมูล นอกจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสถานที่แล้ว ยังมีการคายความร้อนตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิรอบพื้นที่สูงขึ้น และทำให้ประชาชนโดยรอบต้องรับภาระค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น
การปล่อยให้มีการก่อสร้างอย่างไร้ระเบียบโดยไม่มีกฎหมายผังเมืองที่เข้มแข็ง จะทำให้เมืองสูญเสียความเป็นระเบียบและความน่าอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าของเมืองในระยะยาว
‘ไชยชนก’ รับมี Data Center ไม่ได้รับอนุญาต สั่งเร่งตรวจสอบ
ด้านไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หลายพื้นที่ใน กทม. ที่ไม่ได้รับอนุญาตว่า ได้รับรายงานมาสักระยะแล้ว และเร่งให้มีการตรวจสอบ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ถูกตั้งในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และตั้งเป็นหย่อมหลายสถานที่
ขณะนี้อยู่ระหว่างให้หน่วยงานอื่นๆ รวบรวมข้อมูลในการตรวจสอบ โดยเมื่อถามว่าได้รับรายงานหรือไม่ว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ในลักษณะนี้กี่แห่ง ไชยชนกกล่าวว่า หากได้รับการสรุปจะแจ้งอีกครั้ง แต่ยืนยันว่ามีหลายแห่ง ทั้งสถานที่ที่ให้บริการด้านอื่น โดยในรายละเอียดเชิงลึกต้องให้หน่วยงานต่างๆ รวบรวมข้อมูลก่อน
เมื่อถามว่าจะได้ความชัดเจนเมื่อไหร่ ไชยชนกกล่าวว่า จะเร่งดำเนินการ เพราะต้องการให้ข้อมูลครอบคลุมและจริงทั้งหมด
รับ “กักตุนน้ำมันปั่นไฟ” มีมูล สั่งตรวจสอบ-ประสานตำรวจ
เมื่อถามถึงจุดประสงค์ของการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าว ไชยชนกกล่าวว่า ไม่ได้ทราบเจตนา เพราะเป็นการพลิกผันใช้สถานที่ จากกิจการที่ไม่ได้กำไรและไม่ได้ประโยชน์ มาเป็นเศรษฐกิจของอนาคต อย่างไรต้องตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนกรณีมีการกักตุนน้ำมันเพื่อนำไปปั่นไฟหรือไม่ ไชยชนกกล่าวว่า “ก็ทราบเหมือนกัน” โดยได้มอบให้หน่วยงานไปตรวจสอบ และขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เบื้องต้นคาดว่าจริง แต่ยังไม่ทราบปริมาณว่ามีจำนวนเท่าไหร่ โดยต้องตรวจสอบว่าการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร เพราะไม่ได้รับการอนุญาต หากริเริ่มตั้งแต่ยังไม่มีกฎระเบียบใด ก็ต้องมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ส่วนเรื่องการกักตุนน้ำมันก็ต้องตรวจสอบเช่นกันว่าผิดกฎหมายหรือไม่
สำหรับข้อสงสัยว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติหรือไม่ ไชยชนกกล่าวว่า ขอตรวจสอบและสอบสวนให้มากกว่านี้ก่อน แต่ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้
‘เอกนิติ’ เตรียมคุย สศช. จัดระเบียบ Data Center ที่เอกสารยังไม่ครบ
ขณะที่เอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ จะมีการพูดคุยกับดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เนื่องจากยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้มีเอกสารรับรอง และจะต้องมีการจัดระเบียบ
ปิดช่องว่างก่อนปัญหาลุกลาม
กรณี Data Center จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการขออนุญาตก่อสร้าง แต่กำลังสะท้อนช่องว่างระหว่างกฎหมายผังเมือง กฎหมายสิ่งแวดล้อม และการกำกับกิจการดิจิทัลที่ยังเดินไม่ทันกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ขณะที่ภาครัฐยอมรับว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และยังมีประเด็นเรื่องการกักเก็บน้ำมันและความเป็นเจ้าของที่ต้องตรวจสอบต่อ
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเร่งวางกติกาให้ชัด ทั้งเรื่องนิยาม การจัดโซนนิ่ง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรฐานความปลอดภัย และกลไกตรวจสอบ เพื่อให้การลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลเดินหน้าได้ โดยไม่ผลักต้นทุนและความเสี่ยงให้ชุมชนต้องเป็นผู้รับภาระในระยะยาว




