ได้บทสรุปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับคดี ‘เสียบบัตรแทนกัน’ ของ 3 อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย โดยศาลฎีกา สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาคดีคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมหมายเลขดำที่ คมจ.3/2564 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง ฉลอง เทิดวีระพงศ์ อดีต สส.เขต 2 พัทลุง พรรคภูมิใจไทย, ภูมิศิษฏ์ คงมี อดีต สส.เขต 1 พัทลุง พรรคภูมิใจไทย และ นาที รัชกิจประการ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กรณีเสียบบัตร สส.แทนกัน ในการประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เมื่อปี 2563
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกามีคำสั่งให้ ฉลอง และ ภูมิศิษฏ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ส่วน นาที พ้นจากการเป็น สส.ก่อนวันที่ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องคดีนี้แล้ว ต่อมาอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องทั้งสามคนเป็นคดีอาญาด้วยมูลเหตุเดียวกับคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นชุดเดียวกัน เมื่อศาลในคดีอาญาดังกล่าวมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2566 แล้ว จึงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อ โดยไต่สวนพยานผู้ร้องกับไต่สวนพยานผู้คัดค้าน
คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสามฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์แก่ สส.รายอื่น หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแทนทั้งสาม เป็นเหตุให้การออกเสียงลงคะแนนไม่สุจริต ละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น สส.ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ทั้งขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่ได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่
การกระทำของทั้งสาม จึงเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ฐานไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
นอกจากนี้ การกระทำของทั้งสามยังเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฐานกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง และฐานไม่ปฏิบัติหน้ำาที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม
พิพากษาว่า ทั้งสามฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 6, 7, 8 ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17, 21 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้ผู้คัดค้าน 1, 2 พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ 3 ก.ย. 2564 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งในคดีนี้ ให้ผู้คัดค้านที่ 1, 2 หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสามตลอดไปและไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ กับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสามมีกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคสามและวรรคสี่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ในส่วนคดีอาญา เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก อดีต สส.ภูมิใจไทย 3 ราย จำคุกคนละ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา พ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมือง กรณีเดียวกันนี้ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์





