สมชัย ศรีสุทธิยากรอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีศาลฎีกาเดินหน้ากระบวนการไต่สวนคดีตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ศาลฎีกาได้ออกนั่งพิจารณาคดีหมายเลขดำ ลต.สว.8/2569 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับสมัคร สว. 3 ราย ที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
สมชัยระบุว่า ศาลฎีกาไม่ได้ให้ความสำคัญกับกรณีที่ กกต. เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านการทำหน้าที่ของศาลฎีกา เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นเพียงข่าวว่าจะยื่นคำร้อง ไม่มีเลขรับคำร้อง ไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ และยังไม่ทราบว่าจะใช้เวลาพิจารณานานเพียงใด
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต. นำมติของตนเองมาอ้างเพื่อขอให้ศาลฎีกาเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อน และรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย จะเป็นการก้าวล่วงกระบวนการพิจารณาของศาลหรือไม่
ศาลฎีกานัดไต่สวนพยาน 21-22 ธ.ค. 69
สมชัยระบุว่า ศาลฎีกาตัดสินใจเดินหน้ากระบวนการพิจารณาคดี โดยกำหนดนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 และนัดไต่สวนพยานฝ่ายคัดค้าน ซึ่งประกอบด้วย กกต. และ สว. 2 คน ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569
พร้อมกล่าวชื่นชมการทำหน้าที่ของศาลฎีกา โดยระบุว่า “ขอยืนขึ้นปรบมือยาว ๆ ให้กับศาลฎีกา”
ชี้เหลี่ยม กกต. ขอศาล รธน. วินิจฉัยอำนาจตัวเอง
ก่อนหน้านี้ สมชัยโพสต์ข้อความหัวข้อ “เหลี่ยม กกต.” วิเคราะห์กรณี กกต. เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว.
สมชัยระบุว่า ฝ่ายกฎหมายของ กกต. หยิบประเด็นเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ซึ่งกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ สส. สว. รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ มาใช้เป็นเหตุผลในการยื่นคำร้อง
อย่างไรก็ตาม สมชัยมองว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกาโดยตรง แต่ กกต. ใช้แนวทางขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของ กกต. เอง ทั้งในระดับผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับสมัครและพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัคร และระดับ กกต. กลาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยคำร้องต่าง ๆ
โดย กกต. ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจโดยสมบูรณ์ของ กกต. และไม่มีองค์กรอื่นสามารถตรวจสอบได้ แม้จะมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม
สมชัยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญอาจรับคำร้องและวินิจฉัยว่า กกต. มีหน้าที่และอำนาจในเรื่องดังกล่าวจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการตัดอำนาจขององค์กรอื่นในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. หากพบว่ามีการดำเนินการไม่ถูกต้อง
พร้อมย้ำว่า บ้านเมืองไม่สามารถมีองค์กรใดใช้อำนาจได้อย่างสมบูรณ์โดยปราศจากการตรวจสอบ และทิ้งท้ายให้จับตาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยคลี่คลายปัญหาหรือทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น
กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ขอวินิจฉัย 2 ประเด็น
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ที่ประชุม กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นชอบให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาขอบเขตหน้าที่และอำนาจระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา หลังศาลฎีการับคำร้องจากผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. เพื่อขอตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร รวมถึงทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
คำร้องของ กกต. มีประเด็นสำคัญ 2 ข้อ ได้แก่
1. เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว ให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด ไม่สามารถตรวจสอบได้อีก เว้นแต่เป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561
2. กรณี กกต. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ดังกล่าว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้อีก
ปมผู้สมัคร 5 ราย ยื่นศาลฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติ
รายงานข่าวระบุว่า ต้นเหตุของข้อพิพาทเกิดจากผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก สว. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก รวม 5 ราย ได้แก่ บัลลังค์ ศรีมงคล วรรษมนต์ คุณแสน แดง กองมา สมพาน พละศักดิ์ และทองเสียน วงษ์ประจันทร์ พร้อมขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
ศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา 3 คดี และมีคำสั่งให้จัดทำคำคัดค้าน พร้อมกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานของแต่ละฝ่าย ก่อนเข้าสู่กระบวนการไต่สวน
อย่างไรก็ตาม กกต. เห็นว่าการที่ศาลฎีการับคำร้องในลักษณะดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต เนื่องจากเป็นการเข้าไปตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครและทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ซึ่งถือเป็นที่สุดไปแล้ว จึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต. อ้างมาตรา 224 ยืนยันอำนาจจัดการเลือก สว.
สำหรับเหตุผลทางกฎหมาย กกต. อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ซึ่งกำหนดให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการและควบคุมดูแลการเลือก สว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และประกาศผลการเลือก
ขณะที่ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจเฉพาะกรณีผู้สมัครถูกผู้อำนวยการเลือกสั่งไม่รับสมัคร หรือถูกลบชื่อ โดยสามารถยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อตามมาตรา 22 และมาตรา 23 รวมถึงกรณีการเลือกในระดับต่าง ๆ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 44
ส่วนกรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเอง เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 นั้น กกต. ระบุว่า ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจประชาชนหรือผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้ว หรือขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต.
นอกจากนี้ กกต. ยังอ้างแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 และ 14/2566 ซึ่งวางหลักเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยว่าเป็นที่สุด หากไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่น กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้อง ย่อมไม่สามารถโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก




