พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำเอกสารเข้ายื่นฟ้อง ‘อดีตตำรวจ ยศพลตำรวจตรี’ ซึ่งเป็นกูรูด้านกฎหมาย ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีจงใจใส่ความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต่อบุคคลที่ 3 ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พร้อมเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า กูรูท่านนี้ถือเป็นคนที่ 2 ที่ยื่นฟ้อง และหลังจากนี้จะเดินหน้าฟ้อง ‘กูรู’ อีก 2 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรี โดยจะเร่งให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ พร้อมฝากเตือน ‘กูรู’ ว่า การจะสัมภาษณ์อะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นการพูดเอามัน โดยไม่รู้กฎหมายที่แท้จริง และกระทบสิทธิ จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย
โดยเฉพาะ ‘กูรูที่อายุมากแล้ว’ ก็ไม่ควรพูดให้สังคมสับสน แต่ควรอยู่ให้เป็นที่เคารพสักการะของเด็กรุ่นใหม่
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุอีกว่า สาเหตุที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ยอมเพิกถอนคำสั่ง เพราะทำใจไม่ได้ว่า ทำผิดไปแล้ว อายเขา จึงไม่กล้ากลืนน้ำลายตัวเอง แต่เมื่อกฎหมายใหม่ออกมา ก็ควรยึดตามกฎหมายใหม่ ไม่ใช่ไปยึดตามกฎหมายเก่า ส่วนจะได้กลับไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือไม่นั้น ขอสู้ตามหลักกฎหมาย
จะได้กลับหรือไม่ได้กลับ ก็ขึ้นอยู่กับหลักกฎหมาย ไม่ได้ไปขอร้องหรือร้องไห้ให้นายกรัฐมนตรีหรือบุคคลใดมาช่วย เพียงเดินตามหลักกฎหมาย ครั้งที่แล้วที่ถูกโยกย้ายไปช่วยสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้น ถือว่าหนักกว่าครั้งนี้ เพราะต้องไปเป็นข้าราชการพลเรือนเลย ก็ไม่เคยขอให้ใครช่วยเช่นกัน
ทั้งนี้ มองว่าไม่ได้เป็นการ ‘แพ็ครวม’ ทั้งองค์กรมาสู้กับคนเพียงคนเดียว เพราะในแพ็คมีอยู่ไม่กี่คน แม้ในแพ็คนี้จะเป็นผู้มีอำนาจ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
ทุกวันนี้ ตัวเองเหมือนถูกโดนรุมกินโต๊ะจีนอยู่แล้ว ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แต่ก็มีไม่กี่คนที่ทำ ซึ่งปัจจุบันประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องต่อสู้ ถ้าไม่สู้ ก็คงต้องกลับบ้าน
ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทำหนังสือชี้แจงแย้งคำอุทธรณ์ส่งกลับไปให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) นั้น ทาง ก.พ.ค.ตร. ได้ส่งคำแย้งกลับมาแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด
และในวันอังคารที่จะถึงนี้ จะทำความเห็นแย้งส่งกลับไปให้คณะกรรมการอย่างแน่นอน ส่วนการพิจารณาของ ก.พ.ค.ตร. จะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีบอกหรือไม่นั้น เชื่อว่าจะจบภายใน 120 วัน เพราะเป็นการพิจารณาตามข้อกฎหมาย ไม่ได้ใช้ดุลพินิจ
ส่วนกรณีที่ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ คณะบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนว่า คำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามขั้นตอน เรื่องนี้มองว่า อาจารย์วิชา อาจเข้าใจผิดเรื่องคณะกรรมการที่ตรวจสอบวินัย อาจจะดูข้อมูลเร็ว ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ เพราะอาจารย์วิชาเป็นนักกฎหมายที่เก่ง และเป็นถึงอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมรู้เรื่องกฎหมายดี แต่กฎหมายตำรวจ มี พ.ร.บ.เฉพาะ
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่า จะไม่ฟ้องกลับอาจารย์วิชา ส่วนเหตุผลที่เลือกไปยื่นฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้นั้น ก็เพราะสะดวก ใกล้บ้าน และใกล้สถานที่ออกกำลังกาย ทั้งนี้ ไม่ได้รู้จักบุคคลใดที่ศาลเป็นการส่วนตัว




