สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวเปิดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.ครั้งที่ 1 นำสื่อมวลชน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ จังหวัดราชบุรีและลพบุรี เพื่อดูปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายสแตนเลส และการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ์ สปก. 4-01 โดยมิชอบ โดยระบุว่าการนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อให้ได้เข้าใจปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริงเพื่อนำไปสื่อสารให้กับประชาชนได้รับรู้ ซึ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดย ป.ป.ช.เป็นเพียงแกนนำในการขับเคลื่อน
สุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา คิดว่า บทบาทของสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริงให้สังคมเกิดความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งจากที่ติดตามข่าวรวมถึงความเห็นนักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันการปราบปรามการทุจริตหลายเรื่องอาจไม่ได้ตรงทีเดียว เช่น กกร.ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐเรียกรับสินบน โดยจะต้องดูเนื้อหาว่ามีข้อมูลหน่วยงานรัฐรับสินบนอย่างไรบ้าง การสำรวจความคิดเห็นตรงกับความจริงหรือไม่ รวมถึงข้อมูลและบุคคลที่สัมภาษณ์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ หรือใช้ความรู้สึก
จึงเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตขึ้นมา และมีการประชุมไปเมื่อวานนี้ คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่รัฐบาลแรกที่ดำเนินการแต่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการและมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะเห็นกลไกใหม่ๆ ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนออะไร ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีระบุจะต้องผลักดันกฎหมายและส่วนตัวก็เคยแสดงความคิดเห็นโดยต้องรู้ปัญหาคอรัปชันว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่ง ป.ป.ช. พยายามสังเคราะห์และแยกแยะปัญหาคอรัปชั่นเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย เกิดจากการอาศัยอำนาจหน้าที่ไปเร่งรัดเอาผลประโยชน์หรือใช้อำนาจของนักการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง โดย 60% ที่ ป.ป.ช.รับเรื่องและชี้มูลไปเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของแผนงานโครงการของรัฐและงบประมาณแผ่นดินที่จัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการกระจาย งบประมาณแผ่นดินลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ดังนั้น ตัวเลขที่รับทราบกันดีว่าจะมีการจ่ายเงินสินบนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องควบคุมหรือสร้างกลไกไม่ให้การคอรัปชันอยู่คู่กับสังคมของไทย และเกือบทุกประเทศ ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) ได้ยกระดับการทุจริตคอรัปชั่นเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด
ซึ่งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการไปแสวงหาผลประ โยชน์ สร้างผลกระทบกับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ ซึ่งทรัพยากรที่เราเสียไปจากการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด จึงมีการสร้างความร่วมมือและบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ออกนโยบายเพื่อทำงานร่วมกัน เช่น ป.ป.ช. ทำงานร่วมกับ สตง. และ ปปท. ตรวจสอบโครงการของรัฐขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และวางมาตรการหาความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดการคอรัปชั่น พิสูจน์ว่าราคากลางจริงหรือไม่ และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการล็อคสเปคเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ เน้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้น โดยได้ยกตัวอย่างมีการดูดทรายในพื้นที่แม่น้ำโขง รวมถึงการใช้อำนาจกำกับดูแลป้ายโฆษณาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยหยุดนิ่ง เราบูรณาการตรวจสอบทั้งในเรื่องทรัพย์สินเพื่อให้กลไกการปราบปรามทุจริตมีประสิทธิภาพ เราฟ้องคดีอาญา กรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงไปหลายเรื่อง แต่บางเรื่องที่เป็นประเด็นในสื่อโซเชียล แม้จะทำให้สังคมตื่นตัว ขณะเดียวกันก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเข้าใจ และไม่เห็นถึงปัญหาจริง
สุรพงษ์ กล่าวว่า การจะทำให้การป้องกันการทุจริตได้ผล ต้องค้นหาเหตุ หากมองประเด็นการทุจริตในเรื่องหนึ่ง เราต้องดูในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ ดีใจที่นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานการต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการฯ แล้ว จะทำให้เกิดกลไกการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อลดช่องว่างของการทุจริต โดยในส่วนของ ป.ป.ช.ก็มีแผนจะดำเนินการ เช่น การเสนอกฎหมาย หรือการส่งเสริมการศึกษาและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมยกตัวอย่าง กรณีนอมินีที่เกิดขึ้น ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมาก็ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือจะเป็นตัวเงินก็ได้ แต่หากจับได้ว่า มีปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองหรือพระราชบัญญัติสัญชาติ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ดิน เราจะไล่ดูในส่วนนี้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและใครที่ต้องรับผิดชอบ สุดท้ายเราจะได้ข้อสรุปว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร หากเข้าใจปัญหาตนเชื่อว่าสุดท้ายจากควบคุมการคอรัปชันได้ เพราะกฎหมายการปราบทุจริตคอรัปชันต่างๆ มาจากปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมอย่างรวดเร็ว
“การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ก็เป็นอีกปัญหาที่ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะเป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างปัญหา เพราะฉะนั้นเราต้องมองทั้งระบบว่าการทุจริตคอรัปชันมีกี่ประเภท แล้วสร้างกลไกแก้ปัญหาแต่ละด้าน เราก็จะมีมาตรการป้องกันและปราบปรามและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือการติดตามทรัพย์สินคืน เป็นการทำงานแบบครบวงจรเพื่อไม่ให้การทุจริตเติบโตและอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้”
— สุรพงษ์ กล่าว
เลขา ป.ป.ช. กล่าวว่า มีกฎหมาย ป.ป.ช. อีกหลายฉบับที่จะช่วยในเรื่องของการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงานของ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตเมื่อวานนี้ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง โดย ป.ป.ช.มีแนวทางเสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับต่อรัฐบาลเพื่อนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ในการปราบทุจริต ทั้งในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือการชะลอการไต่สวนนิติบุคคล ซึ่งเราได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ในการสร้างบริษัทธรรมาภิบาล เพื่อให้นิติบุคคลที่จะเสนอราคาโครงการต่อภาครัฐ มีกลไกหรือมาตรการควบคุมภายในที่สามารถระบุได้ว่านิติบุคคลมีธรรมาภิบาลหรือไม่ รวมถึงบริษัทลูกที่จะเข้าไปประมูลงานด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานต่อกรมบัญชีกลาง เพื่อให้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่จะมีการบังคับใช้มีมาตรการควบคุมผู้เสนอราคา หรือตรวจสอบว่าจะต้องมีแนวร่วมต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนไทย หรือ CAC หากไม่มีก็ไม่ได้สิทธิ์เสนอราคา โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ประเทศดีขึ้นในภาพรวม




