‘สุทิน’ หยาม ‘ก้าวไกล’! ชงยุบ กอ.รมน. เพราะไม่ได้เป็น รบ.

2 พ.ย. 2566 - 13:28

  • ‘สุทิน’ เย้ย ‘ก้าวไกล’ ชงยุบ กอ.รมน.ได้ เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาล

  • ชี้มีปัจจัยหลายอย่างต้องพิจารณา ยํ้าเดินหน้าลดกําลังพลตามแผนกองทัพ

  • เผยเตรียมประชุมคืบหน้าตั้งคณะไปคุยจีน ปมเปลี่ยนซื้อเรือฟริเกตแทนเรือดำน้ำ

Suthin_points_out_that_Moveforward_Party_proposes_to_dissolve_ISOC_because_it_is_not_the_government_SPACEBAR_Hero_3713c671b8.jpg

ทําเนียบรัฐบาล (2 พฤศจิกายน 2566) สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกมาเรียกร้องให้มีการยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าคนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็พูดได้ แต่การจะยุบต้องประเมินปัจจัยหลายๆ อย่าง บางเรื่องพูดได้แต่บางเรื่องก็เปิดเผยข้อมูลไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลก็พูดได้ทุกอย่าง แต่เมื่อมาเป็นแล้วก็ต้องมาดูความเป็นไปได้อีกทีว่าทํายากแค่ไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับโครงสร้างกำลังพลของกองทัพ มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง รมว.กลาโหม กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานที่พิจารณาเรื่องดังกล่าวกำลังสรุปมาให้เป็นระยะๆ ตอนนี้อยู่ขั้นตอนการสรุปแนวทางว่าจะปรับอย่างไร เพราะฉะนั้นยังไม่เห็นแนวทางการปรับลดอย่างเป็นรูปธรรม เพราะยังไม่มีการปฏิบัติ 

“ทั้งนี้ ตามแผนเดิมที่กองทัพได้ทำมาคือปรับตามแผนราชการที่ทำไว้ คาดว่าปี 2570 จะสามารถปรับกำลังพลได้เยอะ และจะมีการเพิ่มมาตราการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดแบบใหม่ น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้พลทหารที่ไม่ใช่สายหลักเข้าสู่ระบบเยอะ และจะทำให้กำลังพลลดลงมาก”

เมื่อถามว่า มีเป้าหมายที่จะทำให้กำลังพลลดลงเท่าไหร่ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตัวเลขยังไม่ชัดเจน กำลังทำอยู่ แต่ยืนยันว่าลดลงเยอะในปี 2570 เชื่อว่ากำลังพลโดยเฉพาะระดับนายพล จะลดลงไม่น้อยกว่า 20-30% ขณะเดียวกันก็ต้องคำนวณงบประมาณที่จะไปใช้ในการจ่ายให้กับผู้ที่ขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด กับเงินที่จะใช้หากกำลังพลขออยู่ต่อ ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าการจ่ายให้กำลังพลที่เกษียณก่อนกำหนดจะคุ้มกว่า จะช่วยให้ทั้งงบประมาณและกําลังพลลดลง

เมื่อถามว่า เมื่อกำลังพลลดลงแล้ว ภารกิจของกองทัพจะปรับเปลี่ยนหรือไม่ สุทิน กล่าวว่า ก็ต้องมีการปรับตามบริบทเดิม โดยเฉพาะภัยคุกคามใหม่

เมื่อถามถึงนโยบายการเกณฑ์ทหาร หรือการรับสมัครทหารทางออนไลน์ สุทิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนว2566 เป็นการรายงานตัวรอบแรกของทหารที่สมัครใจ พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว (2565) พบว่าปีนี้มีการสมัครมากขึ้น ซึ่งจากที่ผ่านมาจะพบว่าเมื่อถึงวันรายงานตัวมีคนเปลี่ยนใจเยอะ แต่ปีนี้ไม่มี 

“ทั้งนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจำนวนตัวเลขเท่าไหร่ ต้องรอให้จบโครงการแล้วจะสรุปให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดี และขอฝากไปยังลูกหลานเยาวชนที่เดิมคิดว่า 2 ปีที่เข้ามาเป็นทหารเกณฑ์จะเป็นการเสียโอกาส เป็นการสะดุดชีวิต แต่วันนี้เรากำลังทำให้เป็น 2 ปีแห่งการเพิ่มโอกาสของชีวิต เมื่อทุกคนเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์แล้วจะได้รับโอกาสใหม่ๆ และดีๆ ซึ่งทางกองทัพกำลังเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากที่เอาคนมาฝึกทหารมาเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยจะเติมการพัฒนาทุกมิติ รวมถึงการซ้อมรบและการศึกษา คนที่มาเป็นทหารเกณฑ์ในสมัยนี้จะสามารถเรียนต่อได้ และจบพร้อมกับผู้อื่นที่ไม่ได้มาเป็นทหาร”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้วิชาทหารโอนมาเป็นหน่วยกิตใช่หรือไม่ สุทิน กล่าวว่า ไม่ใช่แบบนั้น แต่ตอนนี้มีระบบเรียนออนไลน์ที่สามารถใช้เทียบวุฒิได้ เพราะฉะนั้นใครกำลังศึกษาอยู่ก็สามารถเรียนต่อได้เลยแม้ต้องเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ 

เมื่อถามอีกว่า ทางกองทัพจะประสานกับทางมหาวิทยาลัยใช่หรือไม่ สุทิน กล่าวว่า ได้มีการคุยไว้แล้ว และจะทําเอ็มโอยูกับทบวงมหาวิทยาลัย โดยจะเริ่มนำร่องบางแห่งก่อน และจะพยายามให้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะขณะนี้สถาบันการศึกษาก็ต้องการนักศึกษาและผู้ที่มาเป็นทหารเกณฑ์ ก็มีโอกาสที่จะเป็นข้าราชการประจำมากขึ้น

เตรียมประชุมคืบหน้าตั้งคณะไปคุยจีน ปมเปลี่ยนซื้อเรือฟริเกตแทนเรือดำน้ำ

รมว.กลาโหม ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตั้งคณะเพื่อเดินทางไปพูดคุยกับทางการจีน ที่จะเปลี่ยนจากการจัดซื้อเรือดำน้ำ และเรือฟริเกต ว่า วันนี้ (2 พฤศจิกายน) จะมีการประชุมในเรื่องนี้ ต้องรอฟังทางการจีนว่าจะพร้อมเมื่อใด เพื่อที่ประไทยจะได้จัดคณะไปพูด

 ซึ่งไม่ยากเพราะเรามีหลายโอกาสที่จะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งที่งานประชุม Defense & Security 2023 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยียุทโธปกรณ์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2566 ที่จะมีโอกาสได้เจอผู้นำกองทัพจีนด้วย และเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมที่อินโดนีเซีย ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งมีโอกาสที่จะพูดคุยกันนอกรอบในประเด็นนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์