การยื่นขอรับสิทธินิรโทษกรรมของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอีกครั้ง ‘วิญญัติ ชาติมนตรี’ ทนายความ ยื่นคำร้องต่อ ‘คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข’ ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยยืนยันว่า คดีที่ยื่นคำร้องมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต
กระนั้น คำร้องของ ‘ทักษิณ’ อาจไม่ได้เพียงประเด็นเรื่องผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังนำไปสู่ข้อถกเถียงของสังคมอยู่ว่า คดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วจะเข้าเงื่อนไข ‘นิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ได้หรือไม่’
โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในฐานะของ ‘นายกรัฐมนตรี’ และข้อกล่าวหาเรื่องการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ที่อาจตีความว่า ‘ทุจริตประพฤติมิชอบ’ ซึ่งอาจไม่ได้ผูกพันกับสิ่งที่ขอบเขตตามกฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุม
สำหรัล ‘พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข’ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมาตรา 7 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกระทำของผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ซึ่งมีมูลเหตุหรือแรงจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ในฐานความผิดตามบัญชีท้ายกฎหมาย รวมถึงความผิดที่เกี่ยวพัน โดยให้ถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและผู้กระทำพ้นจากความรับผิดตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ในคำร้อง ‘ทักษิณ’ ระบุว่าเขามีคุณสมบัติและเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 โดยคดีที่ขอให้พิจารณามี 4 คดี ได้แก่ คดีปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ให้เมียนมา คดีหวยบนดิน คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมไทยคม และคดียึดทรัพย์จากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผล
คดี EXIM Bank ปล่อยกู้เมียนมา 4,000 ล้านบาท จำคุก 3 ปี
คดีนี้เริ่มจากการที่ ‘ป.ป.ช.’ เข้ามาเป็นคู่ความแทนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และยื่นฟ้อง ‘ทักษิณ’ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีอนุมัติให้ EXIM Bank ปล่อยกู้แก่รัฐบาลเมียนมาในวงเงิน 4,000 ล้านบาท (ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน) โครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม
ข้อกล่าวหาระบุว่า เงินกู้ดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลเมียนมานำไปซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชินแซทเทอร์ไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่นของ ‘ครอบครัวชินวัตร’ จึงถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจดาวเทียมที่เกี่ยวข้อง
กระทั่ง ‘ศาลฎีกา’ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า ทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการ แล้วเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากให้จำคุก 3 ปี
คดีหวยบนดิน จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
‘คดีหวยบนดิน’ เกิดจากการเร่งรัดให้ออกสลากพิเศษเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว ระหว่างปี 2546-2549 โดย ป.ป.ช. ในฐานะคู่ความแทน คตส. ยื่นฟ้องทักษิณและบุคคลที่เกี่ยวข้องในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
แม้จะมีการทักท้วงว่าโครงการอาจขัดต่อกฎหมาย แต่ ‘ทักษิณ’ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับละเว้นไม่ยับยั้งการดำเนินการ จนเกิดความเสียหายแก่รัฐ
ในคำพิพากษา ศาลชี้ว่าโครงการเร่งออกสลากโดยขาดการบริหารจัดการความเสี่ยงในการจ่ายเงินรางวัล แม้จะสร้างรายได้จำนวนมาก แต่กลับมีผลขาดทุนรวมประมาณ 1,600 ล้านบาท นอกจากนี้ เงินรายได้ร้อยละ 80 ที่สมทบเข้ากองทุนจ่ายเงินรางวัลและส่วนที่ต้องคืนสู่สังคม ยังมีการเบิกจ่ายผิดวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
‘ศาลฎีกา’ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนข้อกล่าวหาอื่นให้ยกฟ้อง
คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมไทยคม จำคุก 5 ปี
อีกคดีหนึ่งเกี่ยวข้องกับ 'การเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม' เป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งอัยการสูงสุดยื่นฟ้องในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับส่วนรวม โดยกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่ากว่า 66,000 ล้านบาท
‘ศาลฎีกา’ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม)
ศาลลงโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ และจำคุกอีก 3 ปี ในความผิดเกี่ยวกับการมีส่วนได้เสียในกิจการที่มีหน้าที่จัดการหรือดูแล รวมโทษจำคุก 5 ปี โดยให้นับโทษต่อจากคดี EXIM Bank และคดีหวยบนดิน
คดียึดทรัพย์ 46,373 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
คดีนี้ ‘อัยการสูงสุด’ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ ‘ทักษิณ’ และบุคคลที่เกี่ยวข้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยเห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของครอบครัวและเครือข่าย รวม 5 กรณี
กรณีดังกล่าวประกอบด้วย การเปลี่ยนสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเอไอเอส การปรับลดส่วนแบ่งรายได้สัมปทานโทรศัพท์ระบบเติมเงิน การแก้ไขสัญญาเรื่องค่าใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) การสนับสนุนโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ (IPSTAR) และการอนุมัติเงินกู้ 4,000 ล้านบาทให้รัฐบาลเมียนมา เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับชินคอร์ปและไทยคม
‘ศาลฎีกา’ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผล รวม 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมดอกผลจากเงินดังกล่าว โดยให้บังคับเอาจากทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ตามคำสั่งของ คตส. ซึ่งประกอบด้วยบัญชีเงินฝากธนาคารและหน่วยลงทุนต่างๆ

ปมการเมือง - ผลพวงรัฐประหาร ?
‘วิญญัติ ชาติมนตรี’ ทนายความ ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชน หลังมีกระแสข่าวโจมตีเรื่องการขอนิรโทษกรรม ให้กับ ‘ทักษิณ’ ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขคือการยุติความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศและประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยมองว่า ‘ทักษิณ’ เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่สืบเนื่องจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
โดยนโยบายที่เคยหาเสียงและแถลงต่อรัฐสภา เป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ผู้แทนประชาชน แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นประเด็นขัดแย้งและนำไปสู่การดำเนิน ‘คดี’ พร้อมมองว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารเป็นผลจากการใช้อำนาจและการตีความกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการคลี่คลาย
‘วิญญัติ’ ยังหยิบแนวคิด ‘ผลไม้จากต้นไม้พิษ’ ที่ ‘อดีตนายกฯ’ เคยกล่าวถึงมาอธิบาย โดยเห็นว่าคดีเหล่านี้ไม่อาจแยกออกจากบริบททางการเมืองได้ และควรพิจารณาถึงมูลเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การดำเนินคดีด้วย
ส่วนเสียงคัดค้านที่มองว่าคดีทั้ง 4 เข้าข้อยกเว้นเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบ นั้ัน ‘วิญญัติ’ ตอบโต้ว่า แต่ละฝ่ายมีสิทธิแสดงความเห็น เช่นเดียวกับสิทธิของ ‘ทักษิณ’ ในการยื่นคำร้อง แต่ไม่ควรปิดกั้นสิทธิก่อนที่คณะกรรมการจะได้พิจารณา โดยขอให้ใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเจตนารมณ์ของกฎหมาย
สำหรับการยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัย ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อนำไปใช้เป็นคุณสมบัติทางการเมืองหรือกลับไปดำรงตำแหน่งใดๆ ส่วนคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ไม่ได้รวมอยู่ในคำร้องครั้งนี้
จับตา ‘ปมสำคัญ’ และ ‘เงื่อนไข’ การนิรโทษกรรม
แม้ว่าทนายความของ 'ทักษิณ' จะยืนยันว่าคดีมีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ประเด็นที่ยังต้องพิจารณาคือ พฤติการณ์ในแต่ละคดีจะเข้าข่ายข้อยกเว้นเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบตามกฎหมายหรือไม่
อย่างไรก็ดี ในส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีความเคลื่อนไหวถึงประเด็นดังกล่าว ให้สังคมได้ ‘เฝ้าจับตา’ โดยเฉพาะการเปิดเผยของ ‘ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร’ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานอนุกรรมการกลั่นกรองของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องคำร้องของ ‘ทักษิณ’ ยังมาไม่ถึงอนุกรรมการ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมพิจารณา หากเรื่องส่งมาถึงก็จะเรียกประชุมเพื่อกลั่นกรองตามขั้นตอน
โดย อนุกรรมการจะรวบรวมข้อเท็จจริงและความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก่อนเสนอ ‘คณะกรรมการชุดใหญ่’ ซึ่งมี ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมย้ำว่าไม่ควรมองจาก ‘ชื่อ’ และ ‘ตำแหน่ง’ (อดีตนายกรัฐมนตรี) ของผู้ยื่นคำร้อง แต่ควรพิจารณาทุกคนอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเรือนจำ เยาวชน หรือผู้เกี่ยวข้องกับคดีการเมืองรายอื่น
ขณะที่ ‘ปกรณ์’ ยังยืนยันกับสื่อมวลชนว่า ไม่ได้เห็นคำร้องของ ‘ทักษิณ’ แต่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล รวบรวมรายละเอียดของแต่ละคดีว่าดำเนินการถึงขั้นตอนใดแล้ว เพื่อให้คณะกรรมการมีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างครบถ้วน
ส่วนกระบวนการ อนุกรรมการกลั่นกรองจะพิจารณาเบื้องต้นก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย ส่วนผู้ยื่นคำร้องที่ไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาอาจใช้ช่องทางอุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด
ท้ายที่สุด การยื่นขอนิรโทษกรรมของ ‘ทักษิณ’ บุคคลที่สังคมจับตาและมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย ย่อมจุดคำถามถึง ‘มาตรฐาน’ ของการนิรโทษกรรม ท่ามกลางข้อห้ามเกี่ยวกับคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงต้องจับตาว่า ‘คณะกรรมการชุดใหญ่’ จะใช้บรรทัดฐานใดในการตีความ และคำวินิจฉัยครั้งนี้จะส่งผลต่อการพิจารณาคดีอื่นๆ อย่างไร
เพราะเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่สังคมเฝ้ารอ คือการได้เห็น 'พ.ร.บ.สันติสุข' บรรลุเป้าหมายแห่งการปรองดองอย่างแท้จริง บนหลักความเสมอภาคที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน





