ที่ทำเนียบรัฐบาล ‘ธนกร วังบุญคงชนะ’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าฝ่ายเสียงข้างน้อยจะเสนอชื่อแข่งกับ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล ว่า ไม่ได้ยินกระแสข่าวนี้ ย้ำว่าหลายพรรคยืนยันตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่เสนอ คิดว่าประเด็นนี้ไม่น่ามีอะไรแล้ว
‘ธนกร’ ยอมรับว่าหากพรรคลำดับที่ 1 และ 2 ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถือเป็นความชอบธรรมของพรรคลำดับ 3 และลำดับต่อไป ที่จะเสนอชื่อชิงนายกฯ และส่วนตัวคิดว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้
เมื่อถามว่าหาก วันที่ 19 ก.ค.นี้ ยังไม่ได้นายกฯ และมีการโหวตอีกครั้ง ถือว่าถึงเวลาของพรรคลำดับ 3 แล้วใช่หรือไม่ ‘ธนกร’ มองว่าไม่ควรใช้เวลานานเกินไป และอย่าหลอกตัวเองดีกว่า ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการเมืองจะเดินไปในทิศทางไหน การเดินเกมในลักษณะ 2 ขา ที่ฝั่งหนึ่งไปขอเสียง ส.ว. ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีมวลชนไปบูลลี่ ล่าแม่มด หรืออะไรต่างๆ มีการปลุกม็อบลงถนน คิดว่าเป็นเรื่องไม่ควร เราน่าจะเข้าใจระบบการเมือง ถ้าไม่ได้ ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน
‘ธนกร’ ยังมองว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกล ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลได้ดี ดังนั้นจึงเชื่อว่าหากทำหน้าที่ฝ่ายค้าน รอบหน้าพรรคก้าวไปอาจได้มากกว่าเดิมก็ได้ ในเมื่อพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ไม่ได้ก็ควรปล่อยให้การเมืองเดินของมันไป อย่าไปปลุกกระแสมวลชนลงถนน วันนี้บ้านเมืองมีความสงบ หลายอย่างกำลังดีขึ้น สิ่งที่ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี วางรากฐานไว้ ดังนั้นคิดว่าควรจะค่อยๆ พูดจากัน และรักษาความสงบของประเทศไว้ดีกว่า
ดังนั้นพรรคก้าวไกลรู้อยู่แล้วว่าเป็นนายกฯ ไม่ได้เพราะอะไร และเมื่อพรรคก้าวไกลไม่ถอย ฝั่งอื่นก็คงไม่ถอยเช่นเดียวกัน พร้อมขอให้พรรคก้าวไกล เลิกอ้าง 14 ล้านเสียงได้แล้ว เพราะเชื่อว่าใน 14 ล้านเสียง มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 เป็นล้านคน
เมื่อถามว่าคิดเห็นอย่างไรกับการเสนอแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ‘ธนกร’ มองว่า การเสนอทำได้ แต่ถ้ายังมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลอยู่ คิดว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะพรรคก้าวไกลต้องการแก้ ม.112 ดังนั้นจึงเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ผ่านยาก เชื่อว่าทุกคนทราบอยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องปรับ และมองว่ามีความเป็นไปได้ที่พรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว
“ส่วนตัวคิดว่านายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ทราบว่ากลไกของพรรคถูกปกคลุมด้วยอะไร เท่านั้นเอง”
ส่วนประเด็นที่โซเชียลฯ เริ่มออกล่าแม่มด กดดัน ส.ว. ‘ธนกร’ เชื่อว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล และปัจจุบันมีกฎหมายเอาผิดเรื่อง พ.ร.บ.คอมพ์ อยู่ มองว่าคนไทยด้วยกันควรพูดจากันดีกว่า การเมืองก็ว่ากันไป แต่ประเทศต้องมีนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้ใช้เวลานาน เพราะภาคเอกชนและนักธุรกิจต่างๆ อยากให้มีรัฐบาลเร็วๆ และการใช้ Social Media หรือ AI ไปสร้างความเกลียดชังในสังคม ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำแล้ว
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่ ‘ภูมิธรรม เวชชัย’ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข้อมูลว่าขั้วรัฐบาลเดิมมีการซื้องูเห่า ‘ธนกร’ ยืนยันว่า ไม่มี เป็นลูกไม้เดิมๆ ไม่มีแล้ว ไม่มีใครเขาทำแบบนี้แล้ว การที่จะดึง 70 เสียงจาก ส.ส. ไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องนี้ไม่ควรมีแล้ว เป็นการพูดเพื่อดิสเครดิตอีกฝ่าย
‘ธนกร’ ยอมรับว่าหากพรรคลำดับที่ 1 และ 2 ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถือเป็นความชอบธรรมของพรรคลำดับ 3 และลำดับต่อไป ที่จะเสนอชื่อชิงนายกฯ และส่วนตัวคิดว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ‘พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ’ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้
เมื่อถามว่าหาก วันที่ 19 ก.ค.นี้ ยังไม่ได้นายกฯ และมีการโหวตอีกครั้ง ถือว่าถึงเวลาของพรรคลำดับ 3 แล้วใช่หรือไม่ ‘ธนกร’ มองว่าไม่ควรใช้เวลานานเกินไป และอย่าหลอกตัวเองดีกว่า ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการเมืองจะเดินไปในทิศทางไหน การเดินเกมในลักษณะ 2 ขา ที่ฝั่งหนึ่งไปขอเสียง ส.ว. ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีมวลชนไปบูลลี่ ล่าแม่มด หรืออะไรต่างๆ มีการปลุกม็อบลงถนน คิดว่าเป็นเรื่องไม่ควร เราน่าจะเข้าใจระบบการเมือง ถ้าไม่ได้ ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน
‘ธนกร’ ยังมองว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกล ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลได้ดี ดังนั้นจึงเชื่อว่าหากทำหน้าที่ฝ่ายค้าน รอบหน้าพรรคก้าวไปอาจได้มากกว่าเดิมก็ได้ ในเมื่อพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ไม่ได้ก็ควรปล่อยให้การเมืองเดินของมันไป อย่าไปปลุกกระแสมวลชนลงถนน วันนี้บ้านเมืองมีความสงบ หลายอย่างกำลังดีขึ้น สิ่งที่ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี วางรากฐานไว้ ดังนั้นคิดว่าควรจะค่อยๆ พูดจากัน และรักษาความสงบของประเทศไว้ดีกว่า
ดังนั้นพรรคก้าวไกลรู้อยู่แล้วว่าเป็นนายกฯ ไม่ได้เพราะอะไร และเมื่อพรรคก้าวไกลไม่ถอย ฝั่งอื่นก็คงไม่ถอยเช่นเดียวกัน พร้อมขอให้พรรคก้าวไกล เลิกอ้าง 14 ล้านเสียงได้แล้ว เพราะเชื่อว่าใน 14 ล้านเสียง มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 เป็นล้านคน
เมื่อถามว่าคิดเห็นอย่างไรกับการเสนอแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ‘ธนกร’ มองว่า การเสนอทำได้ แต่ถ้ายังมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลอยู่ คิดว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะพรรคก้าวไกลต้องการแก้ ม.112 ดังนั้นจึงเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ผ่านยาก เชื่อว่าทุกคนทราบอยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องปรับ และมองว่ามีความเป็นไปได้ที่พรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว
“ส่วนตัวคิดว่านายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ทราบว่ากลไกของพรรคถูกปกคลุมด้วยอะไร เท่านั้นเอง”
ส่วนประเด็นที่โซเชียลฯ เริ่มออกล่าแม่มด กดดัน ส.ว. ‘ธนกร’ เชื่อว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล และปัจจุบันมีกฎหมายเอาผิดเรื่อง พ.ร.บ.คอมพ์ อยู่ มองว่าคนไทยด้วยกันควรพูดจากันดีกว่า การเมืองก็ว่ากันไป แต่ประเทศต้องมีนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้ใช้เวลานาน เพราะภาคเอกชนและนักธุรกิจต่างๆ อยากให้มีรัฐบาลเร็วๆ และการใช้ Social Media หรือ AI ไปสร้างความเกลียดชังในสังคม ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำแล้ว
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่ ‘ภูมิธรรม เวชชัย’ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข้อมูลว่าขั้วรัฐบาลเดิมมีการซื้องูเห่า ‘ธนกร’ ยืนยันว่า ไม่มี เป็นลูกไม้เดิมๆ ไม่มีแล้ว ไม่มีใครเขาทำแบบนี้แล้ว การที่จะดึง 70 เสียงจาก ส.ส. ไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องนี้ไม่ควรมีแล้ว เป็นการพูดเพื่อดิสเครดิตอีกฝ่าย




